| denchai's profileนิยายPhotosBlogLists | Help |
|
นิยายว่าไงนะ! ออโรร่าคลุมทั้งเมือง จนการสื่อสารผ่านดาวเทียมกลายเป็นอัมพาตกันทั้งเมืองอย่างนั้นเรอะ เพราะพายุสุริยะหรือเปล่า เอ..หรือว่ารังสีคอสมิกกันแน่ เง้อ (อัพเดทศึกแย่งชิงโน้ตบุ๊ก) February 15 hattusaนักรบฮัตตุชา
กองทัพอันทรงพลังแต่กลับหายไปจากประวัติศาสตร์ภารกิจของเขาต้องสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
แต่แล้วอาณาจักรของพวกเขากลับกลับหายไปจากประวัติศาสตร์ไปอย่างลึกลับ เป็นเวลากว่า 3,000 ปี ที่ร่องรอยของพวกเขาได้หายไปจากประวัติศาสตร์ จนกระทั่งหลักฐานในอดีตได้เริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย หลักฐานเหล่านี้ได้เปิดเผยความลึกลับในอดีต Hattic
ป้อมปราการที่สร้างขึ้นอย่างถาวรรวมทั้งรถศึกของพวกเขาที่มิอาจต้านทานได้ รวมถึงอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่กว่า อียิปต์ นี่คืออาณาจักรที่หายสาบสูญ ไปจากประวัติศาสตร์อย่างไร้ร่องรอย กษัตริย์ลึกลับแห่งฮัตตุชา Hattusa
เมื่อเร่ิมศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์ได้ออกหาความลักทางโบราณคดี ครั้งใหญ่ เพื่อเปิดเผยความจริงที่มีอยู่ในตำนานนักประวัติศาสตร์ในยุคแรกได้กล่าวว่า โลกในยุคก่อนพระคัมภีร์ไบเบิล ปกครองโดยสามอาณาจักรใหญ่ ได้แก่ อียิปต์ อัสซุเรีย และบาลิโลน ซึ่งนักสำรวจยืนยันว่ามีอยู่จริง ทั้งสามอาณาจักรมีศูนย์กลางอยู่ที่ตะวันออกกลาง ได้ทิ้งสิ่งก่อสร้ารงไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังนั้นความคิดเรื่องอาณาจักรแห่งที่สี่ซึ่งไม่เหลือร่องรอยให้เห็น จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ร่องรอยภาษาลึกลับที่ใช้กันในโลกโบราณ ก็เริ่มปรากฏให้เห็นที่ละน้อย
บางคนเชื่อว่าภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจนี้ น่าจะเป็นหลักฐานของอาณาจักรแห่งที่สี่ที่สาบสูญ ไปจากประวัติศาสตร์
ในปี 1906 นักภาษาศาสตร์ชาวเยอรมันและคณะร่วมกันสืบหาแห่งที่มาของสถานที่สาบสูญไปนี้ ได้ขึ้นไปบนยอดเขา อานาโตเลีย ตอนกลางของประเทศตุรกี พวกเขาได้พบซากนครที่สาบสุญไป ทุกพื้นที่ปรากฏร่องรอยอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ และเมื่อสำรวจพื้นที่มากขึ้น พวกเขาก็พบแผ่นจารึกดินเหนียวจำนวนร้อยแผ่น จากรึกนั้นเต็มไปด้วยภาษาที่แปลกประหลาด นับว่าเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังค้นหาอยู่พอดี
การไขปริศนา อารยธรรมที่สาบสุญ พวกเขาจะต้องหากผ่นจารึกที่เขาเข้าใจได้ หลังจากนั้นพวกเขาก็พบแผ่นจารึกที่พบจะเข้าใจได้ มันเป็นแผ่นจารึกด้วยภาษาบาบิโลนเนียน ภาษากลางในยุคโบราณ ได้พูดถึงข้อตกลงสันติภาพระหว่างฟาโรห์รามาเซสที่ 2 แห่งอียิปต์ กับฮัตตุชิลี แห่ง ฮัตตุชา ได้ยกย่องให้เป็นมหาราชองค์ที่สี่ไว้ด้วย จากข้อตกลงสันติภาพทำให้พวกเขาเชื่อว่ามีดินแดนที่สี่ที่สาบสูญไปจริง ๆ แต่ วิงเกลอร์ ผู้ค้นพบ ก็เสียชีวิตไปก่อน ที่เขาจะไขปริศนาได้สำเร็จ จึงทำให้อาณาจักรนี้หายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์อีกครั้ง
จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานกว่าร้อยปี คำถามนี้ก็กลับมาอีกครั้ง นักโบราณคดีต้องสำรวจกันอย่างละเอียดด้วยการวิเคราะห์ทุกสิ่งที่ค้นพบ และพยายามถอดรหัสอักขระที่เข้าใจยากทั้งสองรหัส หนึ่งในนั้นคือ อักษรภาพ เฮียโรกริฟฟิก พวกเขาเรียกเมืองนั้นว่า ฮัตตุชา แห่งดินแดนฮัพติ และเรียกผู้คนนั้นว่า พวก ฮิตไทร์ แต่เป็นคนละกลุ่มกันอย่างสิ้นเชิงกับชาวฮิตไทร์ในพระคัมภีร์ไลเบิลเลย
การสร้างเมืองอย่างประหลาด
พวกฮิตไทร์ แห่งฮัตตุชา นั้เนได้สร้างเมืองขึ้นบนดินแดนที่ค่อนข้างจะประหลาดครับ มันเป็นดินแดนที่ไม่น่าจะมีเมืองหลวงอยู่เลย ซึ่งมหานครแห่งนี้อยู่ห่างไกลมาก จากตัดขาดจากโลกภายนอก มันไม่มีทางเข้าและทางออก ซึ่งมหานครทุกแห่งในยุคนั้น จะมีเส้นทางเชื่อมต่อกับดินแดนอื่น บ้างก็อยู่ใกล้กับเส้นทางพาณิชย์ แม่น้ำ หรือไม่ก็ทะเล ก็ลองนึกถึฃอียิปต์ที่มีแม่น้ำไนล์ล่อเลี้ยงชาวอียิปต์ ดูครับ แต่ที่นี่ ฮัตตุชา นั้นอยู่ห่างไกลจากแม่น้ำถึง 50 ไมล์เลยทีเดียว นอกจากนั้นก็มีแนวเทือกเขาสูงกั้น และห่างจากทะเลกว่าร้อยไมล์ด้วยกัน การตั้งบนเขาสูง ที่มีสภาพอากาศเลวร้ายและพื้นที่ทั้งหมดก็เป็นพื้นที่ปิด ทำให้ถูกตัดขาดจากทะเลดำ และอยู่ห่างจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตกถึง 250 ไมล์ ส่วนปัจจัยอื่นเป็นเพราะอยู่พื้นที่สูง ทำให้มีหิมะตกหลายเดือนยิ่งทำให้ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงเลย
เป็นเรื่องยากที่จะจิตนาการได้ว่า ชาวฮิตไทร์ สร้างเมืองหลวงไว้ที่นี่ได้อย่างไร และด้วยเหตุผลใด
แต่นักโบราณก็พบว่า ความยากลำบากนี้กลับกลายเป็นผลดีของชาวฮิตไทร์ ทุกอย่างในเมืองนี้มีการวางแผนเอาไว้อย่างรอดคอบ พวกเขาสร้างป้อมปราการที่คงทนสามารถสกัดกั้เนการโจมตีได้เป็นอย่างดี โดยชาวฮิตไทร์ได้แนวภูเขาเป็นป้อมปราการทางธรรมชาติอันแข็งแกร่ง การก่อสร้าง
พวกเขาสร้างดินแดนที่น่าทึ่งโดยการสกัดเข้าไปในภูเขา และก่อสร้างเมืองตามภูเขาที่สูงชัน และพวกเขาก็ลากหินขึ้นไปหลายร้อยเมตร แล้วเจาช่องเข้าไปในหินแกรนิต และสร้างกำแพงหน้าตามแนวเขาที่สูงชัน นับว่าเป็นความสามารถทางวิศวกรรมที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการสร้างเมืองบนภูเขาหินแกรนิต
กำแพงใหญ่ด้านนอก โอบล้อมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ มีความยาวกว่า 4 ไมล์ทอดยาวตลอดแนวหุบเขา เป็นปราการที่แข็งแกร่งที่ช่วยปกป้องชาวฮิตไทร์ได้เป็นอย่างดี
ชาวฮิตไทร์ได้เปลี่ยนทุกส่วนของเมืองฮัตตุชาให้กลายเป็นป้อมปราการที่ยากแก่การถูกทำลายโดยมีจุดประสงค์เพื่อความปลอดภัยกำแพงเหล่านี้สร้างมาจากหินแกรนิตมากมาย ด้วยลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้กำแพงมีความแข็งแกร่งและทนทาน มีการพบกำแพงขนาดใหญ่แบบนี้ไว้ทั่วเมืองเลย ซึ่งบางแห่งกว้างกว่า 8 เมตรเลยทีเดียว
ลักษณะแปลกของกำแพง ส่วนประกอบส่วนประกอบเหล่านี้ทำให้กำแพงแข็งแกร่งได้อย่างน่าทึ่ง
ชาวฮิตไทร์ ได้ผสมดินและทรายเข้าด้วยกันเพื่อกันน้ำรั่วซึม เมื่อนำมาบดอัด มันจะแข็งเหมือนกับคอนกรีดเลยทีเดียว
บนยอดฐานรากอันแข็งแกร่ง นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า ช่างก่อสร้างชาวฮิตไทร์ได้ต่อเติมกำแพงดินเหนียวขึ้นไปอีก 8 เมตร
ภาพที่ปรากฏบนเครื่องเคลือบ แสดงให้เห็นว่าทุกระยะ 12 เมตร จะมีการสร้างหอสังเกตการณ์สูงถึง 30 เมตรด้วยกัน และทำให้ประตูทางเข้าซึ่งมักจะเป็นจุดอ่อนของระบป้องกัน ได้กลายเป็นกับดักมรณะ ศัตรูที่บุกเข้ามาจะถูกจัด หมดทางตร่อสู้กับชาวฮิตไทร์ที่เฝ้าอยู่บนป้อมปราการขนาดใหญ่
ลักษณะเฉพาะของกำแพงชั้นใน ซึ่งหนากว่าชั้นแรก แถมยังเพิ่มการป้องกันที่ทันสมัยเข้าไปอีก นั่นคืออุโมค์ลึกลับ ซึ่งมีถึง 8 อุโมงค์ด้วยกัน ใครที่บุกรุกกำแพงภายนอกเข้ามา จะต้องเผชิญกับการซุ่มโจมตีของกองทัพฮิตไทร์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในอุโมค์นี้ นี่เป็นเมืองที่สร้างขึ้นโดยมีกำแพงป้องกันหลายชั้น
ฮัตตุชา มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 50,000 คน ชาวฮิตไทร์เลือดทำเลที่ห่างไกลเพื่อกันการบุกรุกจากศัตรู และเปลี่ยนดินแดนที่หลายคนคาดไม่ถึง ให้หลายเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่ง
เมื่อนักโบราณคดีทำแผนที่ขึ้นมา ที่คาดว่าครั้งหนึ่งอารยธรรมนี้น่าประทับใจมากเพียงใด
ทันทีที่ชาวมหานครสร้างอาณาจักรสำเร็จพวกเขาก็ตัดสินใจแสดอานุภาพให้โลกได้รับรู้พวกเขาสร้างอานุสาวรีย์ที่คงทนถาวรมากมายเพื่อเป็นหลักฐานแสดงอำนาจของตน
สิ่งก่อสร้างแบบนั้นมีทางเข้าแบบถาวรและมีห้องกว่า 200 ห้อง ล้อมรอบลานกว้างที่อยู่ตรงกลาง ภายในมีศานวัตถุมากมาย นี่คือมหาวิหารฮัตตุชา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
ณ จุดสูงสุดของเมือง มีพีรามิดขนาดใหญ่ กว้าง 250 เมตร มีบันได 100 ขั้น พาไปถึงยอดเขา แลดูโอ่อ่างดงามกำแพงสูงชั้นนอกทอดพาไปถึงยอดพีรามิด ตรงมีทางเข้าตกแต่งด้วยสฟิงค์โดยหันหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งไปยังอียิปต์ นับเป็นสิ่งแรกที่ผู้มาเยือนจะได้เห็นทันทีที่ผ่านเข้าเมือง มันคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจของอาณาจักรฮิทไทร์
บนยอดเขาเป็นจุดศูนย์กลางเมืองของชาวฮิตไทร์ได้สร้างสิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่สุดคือปราสาทมีกำแพงชั้นใหญ่ป้องกันอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้กษัตริย์ทรงปลอดภัย ทางเดินกลางทอดยาวสู่ปราสาทโดยไม่แวะเวียนไปยังที่อื่นใด
บนยอดพีรามิดคือที่ประทับของกษัตริย์มีการป้องกันที่แน่นหนา นี่เป็นเมืองที่มีการก่อสร้างแบบถาวรจะเห็นว่าเมืองนี้มีการออกแบบอย่างเฉลียวฉลาด ดูเหมือนชาวฮิตไทร์จะวางแผนให้ฮัตตุชาคงอยู่ตลอดไป แต่ยังไม่มีสิ่งใดอธิบายได้ว่า พวกเขาสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้อย่างไรและสาบสูญไปโดยไร้ร่องรอยได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักโบราณคดียังต้องสืบหากันต่อไป
พวกเขาค้นพบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์และพบรูปจำลองของชาวฮิตไทร์รวมทั้งอื่น ๆ อีกมากมาย ที่เผยให้เห็นการตกอยู่ในภาวะสงคราม แต่ที่น่าประหลาดรอบ ๆ เมืองนั้นพวกเขาพบวัตถุมีค่าเพียงไม่กี่ชิ้น ไม่มีส่ิงใดให้เห็นในเมืองโบราณแห่งนี้เลยอาจเป็นเมืองฮัตตุชา ถูกกวาดล้างจนไม่เหลือหลัดฐานใด ๆ ที่บ่งบอกถึงชะตากรรมของเมืองแห่งนี้ก็เป็นได้ แต่ที่ฮัตตุชามีสมบัติล้ำค่าอย่างหนึ่งที่รอคอยนักโบราณคดีมาค้นพบไม่ใช่ทองคำมากกว่านั้น ที่ซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางห้องมากมาย คือห้องสมุดขนาดใหญ่ถึง 5 มีแผ่นจารึกถึง 30,000 แผ่นจัดหมวดหมู่ไว้อย่างสวยงามนับว่าเป็นห้องสมุดที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่เท่าที่เคยพบมา
เรื่องราวทั้งหมดของชนเผ่าลึกลับได้รับการบันทึกเอาไว้ที่นี่เป็นเรื่องราวของอารยธรรมที่สาบสุญซึ่งจัดเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่ปัญหาหนึ่งก็คือภาษาพวกนี้เขียนขึ้นโดยไม่มีใครเข้าใจ การถอดรหัสต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ทางด้านภาษาอย่างมากชาวฮิตไทร์เขียนอักษรด้วยภาษารูปลิ่ม ที่เรียกว่า อักษรคูริฟอร์ม Cuneiform จึงเป็นที่รู้จักและอ่านได้ง่าย แต่ภาษาของชาวฮิตไทร์ กลับไม่สามารถอ่านเข้าใจได้เลย แบบเดียวกับที่เราออกเสียงภาษาลาตินได้เพราะเขียนด้วยอักษรที่เรารู้จักดี
แม้เราจะไม่เข้าใจความหมายของคำนั้นเลยก็ตาม กุญแจสำคัญในการถอดรหัสภาษาที่เราไม่รู้จักคือหาภาษาที่คล้ายกันซึ่งอาจมีการใช้คำและไวยกรณ์ร่วมกันมาช่วยในการถอดความ แต่ภาษาฮิตไทร์ทำให้ทุกคนต้องงง เพราะเป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะตัวต่างจากภาษาตะวันออกกลางอื่น ๆ
แต่ที่สุดแล้วเราก็ถอดรหัสนี้ได้จากการค้นพบประโยคหนึ่ง จากประโยคนับพัน จากผู้เชี่ยวชาญภาษาเชค เขาเห็นสัญลักษณ์แทนอาหารบางอย่างที่มีลักษณะร่วมกับภาษาโบราณหลายภาษา แต่ต่อมาเขาก็พบบางอย่างที่สะดุดตานั่นคือคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เป็นหนึ่งในหลาย ๆ คำ คือคำว่า วาทา (water) หรือน้ำในภาษาอังกฤษ ในทำนองเดียวกัน คำว่า เอสซา ทำให้นึกถึงคำว่า เอตตูม ในภาษาเยอรมันโบราณ ซึ่งแปลว่ากิน ที่มีเสียงคล้ายกันมาก พอนำมารวมกันก็แปลว่าดื่มน้ำและเมื่อแปลทั้งประโยคก็แปลว่า คุณกำลังกินอาหารและดื่มน้ำ ด้วยวิธีนี้ทำให้เขาแปลประโยคภาษาฮิตไทร์ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30,000 ปี December 25 ตอนที่ 6 เจ้าพ่อวงการจิเวอลี่ ปรากฏตัวตอน เจ้าพ่อวงการจีเวอลีปรากฏตัว
นักสืบหนุ่มเร่งฝีเท้า เพื่อให้ถึงจุดหมายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในใจนั้นอยากจะวิ่งให้ถึงเป้าหมายโดยเร็วที่สุด แต่เกรงว่าอาจารย์หนุ่มจะตามไม่ทัน อีกทั้งผู้คนบริเวณมหาวิทยาลัยนั้นหนาแน่นจนบาทวิถีกว้างกว่าห้าเมตรคับแคบไปถนัดตา
ทั้งคู่ต่างเดินหลบผู้คน ที่เดินสวนทางกันไปมาอย่างคล่องแคล่ว กระทั่งกลับมาถึงมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ทำให้ชายทั้งสองหายใจได้สะดวกเมื่อเห็นสวนหย่อมรอบอาคารชวนเจริญตา ทำให้ทั้งคู่หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
เลโอนาร์ดไม่พูดถึงว่านักสืบหนุ่มจะไปไหน หากเดินตามอย่างเงียบ ดูเหมือนนักสืบหนุ่มจะเก็บเงียบไม่ปริปากเหมือนจะทำให้อาจารย์ประหลาดใจ เมื่อนักสืบหนุ่มเดินผ่านสวนหย่อมตามทางเดิน เขายังคงเร่งฝีเท้าอยู่อย่างนั้นไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ทั้งดอกไม้ สีแดง สีเหลือง สีฟ้าสดใส กำลังประกาศตัวประชันความงามกัน แต่สิ่งเหล่านั้นไม่อยู่ในสายตานักสืบแม้แต่น้อย
ทั้งสองเดินตามทางเดินอ้อมอาคารเรียนไปยังอีกด้านหนึ่ง ผ่านห้องสมุดอันวิจิตร แต่นักสืบหนุ่มไม่สนใจมันแม้แต่น้อยกลับเดินผ่านอย่างไม่ใส่ใจ ตรงกันข้ามเลโอนาร์ด เขายังเมียงมองห้องสมุดนั้นเป็นพัก ๆ พยายามที่จะมองหารูปปูนปั้นสลักคนมีชื่อเสียงที่รายล้อมอาคาร ซึ่งอาจจะมีบุคคลที่เขารู้จัก
ทว่ารูปปั้นเยอะแยะเหล่านั้น ทำให้อาจารย์หนุ่มกลับไม่สามารถมองออกเลยว่าใครเป็นใครเพราะท่าทางรูปสลักนั้นคล้ายกันเกือบทุกรูปเลยทีเดียว
ทั้งสองยังคงเดินตามบาทวิถี อาจารย์หนุ่มมองร้านขายขนมปังที่อยู่อีกฟากหนึ่ง เขายังจำภาพของเศษกระจกกระจัดกระจายเต็มบาทวิถีได้ดี อาจารย์หนุ่มมองผ่านกระจกใสเห็นผู้คนภายในร้านต่างหยิบขนมที่น่ากินนั้นราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนเป็นเรื่องโกหก
ห่างจากมหาวิทยาลัยเกือบสามร้อยเมตร นักสืบหยุดกะทันหัน พร้อมกับเลโอนาร์ดที่หยุดแทบไม่ทัน เมื่อเขากำลังชะเง้อร้านสีขาวประตูทางเข้าซุ้มโค้งสวยงามเป็นร้านที่เขาเคยเช่าชุดทักซิโด เมื่อครั้งนั้น เลโอนาร์ดยิ้มกรุ่มกริ่มในใจที่ยังโชคดีที่ชุดนั้นไม่ฉีกขาด หากเพียงแต่ยับเยินและสกปรกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จนทำให้เขาถูกหักเงินมัดจำไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
นักสืบหนุ่มเข้าไปในร้านทันทีพร้อมกับประตูที่เป็นกระจกใสเปิดต้อนรับ เช่นเคยเขาตรงไปยังพนักงานต้อนรับทันทีโดยไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้างใด ที่ทั้งร้านสวยหรูประดับไปด้วยประกายระยิบจากอัญมณีเปล่งประกายจากหลอดไฟที่หลบมุม ตรงข้ามกับอัญมณีเลอค่ากับทอประกายเด่นราวกับจกใสที่จะหยุดกาลเวลา
เลโอนาร์ดผู้เข้ามาครั้งแรกมันช่างต่างกับสิ่งที่มองจากด้านนอกนัก เขาแหงนหน้าขึ้นไป สิ่งที่แหวนนั้นทำให้เขาแทบจะลืมหายใจ กับผลึกแก้วทรงพาวเวอร์ออฟเลิฟ ขนาดใหญ่เท่ามนุษย์แม้เขาจะรู้ว่านั้นเป็นแค่ผลึกแก้วธรรมดาเท่านั้นแต่แสงประกายตกกระทบสะท้อนแสงเกิดเป็นประกายสีรุ้งช่างตระการตาซะเหลือเกิน มันค่อย ๆ หมุนอย่างเชื่องช้าโลกรายละเอียดทุกมุมมอง ทำให้ผู้มองมันแทบจะพยายามไขว่คว้ามันมาเป็นของตนเองให้จงได้
“สวัสดีครับ” แม็กซ์พูดขึ้นอย่างสุภาพเมื่อเห็นพนักงานสาวในเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว ซ้อนด้วยเสื้อกั๊กสีแดงเลือดหมู ทว่าสิ่งที่สะดุดตาของชายหนุ่มหยุดตรงอกซ้ายของเธอที่ติด จี้เพชรเม็ดโตสีขาวใสอยู่ตรงกลางดอกกุหลาบที่ทำจากทองคำขาว ช่างสวยงามจนแม็กซ์แทบไม่อยากจะละสายตาไปจากมัน
“สวัสดีค่ะ” พนักงานสาวเสียงใสตอบอย่างเต็มใจ นับว่าเป็นลูกค้ารายแรกของวัน น้ำเสียงกระตือรือร้นอันอ่อนหวานชวนฟังของเธอทำให้นักสืบหนุ่มผละจากจี้เพชรมองมายังเธอ ทว่าสายตางามงอนนั้นมองมายังเขาทำให้ชายหนุ่มแทบจะลืมภารกิจเกือบหมดสิ้น
“สวัสดีครับ” เสียงเลโอนาร์ดแทรกขึ้นมา ทำให้นักสืบหนุ่มได้สติกลับมา
แม็กซ์ทำทีกระแอมเบา ๆ พร้อมทำหน้าเข้มราวกับสุภาพบุรุษ “คุณมีอัญมณีสำหรับฝึกพลังจักรวาลไหมครับ”
“อ้อ...” เธอแปลกใจเล็กน้อย เมื่อของแบบนั้นไม่ค่อยมีใครสนใจซื้อเท่าไหร่ “มีค่ะ” ไม่รอช้าเธอกดปุ่มสี่เหลี่ยมสีขาวตรงขอบโต๊ะ ก่อนที่จะกลางโต๊ะเผยจอภาพคอมพิวเตอร์แบนราบติดกับพื้นโต๊ะดูเข้ากัน ในจอภาพค่อยปรากฏอัญมณีนานาชนิดสวยงาม ตั้งแต่รูปร่างสวยงามของอัญมณีในแบบสามมิติ
“ต้องการอัญมณีแบบไหนคะ มีทั้งเพชร พลอย มรกต มุก หรือไม่กระทั่งลาพิสลาซูลี อะเมธิสต์ ควอร์ตซ์ ก็มีนะคะ” เธอตอบพร้อมมองหน้าแม็กซ์ แต่ชายหนุ่มกลับหันไปยังอาจารย์หนุ่มทันทีเพื่อปัดเรื่อง
“ว่าไง นายจะเอาอะไรล่ะ” นักสืบหนุ่มถามต่อ ขณะที่เลโอนาร์ดไม่นึกไม่ฝันว่าเขาจะโยนเรื่องพวกนี้มาให้กะทันหัน
“อืม...” คำพูดของนักสืบหนุ่มทำให้เลโอนาร์ดตั้งตัวแทบไม่ทัน “อ้อ...อืม...เล่นแบบนี้เลยเหรอ” เขาบ่นพึมพำพลางสอดส่ายสายตามองคอมพิวเตอร์แสดงรูปอัญมณีหลากชนิดเป็นแนวยาวจนอาจารย์หนุ่มเลือกไม่ถูก
ระหว่างที่อาจารย์หนุ่มกำลังตัดสินใจ แม็กซ์ถือโอกาสถามพนักงานสาวทันที “มีคนซื้ออัญมณีแบบนี้มากไหมครับ” นักสืบหนุ่มลองถามแต่เท่าที่เขาสังเกตว่า ที่นี่คงไม่น่าจะมีคนซื้ออัญมณีที่นำไปฝึกพลังจักรวาลมากเท่าไหร่
“เห็นตลอดสามเดือนที่ผ่านมานี้ ก็มีคุณเป็นคนแรกค่ะ” พนักงานสาวตอบ
“อืม...” แม็กซ์ทำทีนึก “แล้วเคยมีชายหัวโล้นสูงใหญ่เคยเข้ามาซื้อบ้างไหมครับ”
“หือ” พนักงานสาวแปลกใจเล็กน้อย
“อ้อ ไม่มีอะไรเขาเป็นเพื่อนเก่าของผมนะ เขาก็มีพลังจักรวาลเขาอยู่ที่นี่มานานหลายปี ส่วนผมก็เพิ่งมาจากโลกครับ กะว่าจะไปเซอร์ไพร์เขาหน่อย” นักสืบหนุ่มทำทีพูดอย่างยิ้มแย้ม “ไง เลือกได้หรือยัง” แม็กซ์เปลี่ยนเรื่องทันทีเขาพูดพลางสะกิดอาจารย์
เลโอนาร์ดยังสินใจไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรดีเพราะไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ‘อะไรวะ เจ้าแม็กซ์นี่มันเคยมีคู่หูหรือเปล่าวะ จู่ก็มาให้ซื้ออัญมณีพวกนี้เฉยเลย นักสืบนี่เข้าใจยากชะมัด’ อาจารย์หนุ่มที่ใจเย็นเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา
“ไม่มีเหรอ” แม็กซ์สันนิษฐานผิดไป ในใจเขาอยากจะแสดงตัวออกมาเป็นนักสืบมาก แต่สัญชาติญาณบอกให้ใจเย็นไว้ก่อน เขาอยากจะค้นจะให้เธอช่วยค้นข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่เคยซื้ออัญมณีที่ใช้ฝึกพลังจักรวาลพวกนี้มาก แม็กซ์ถามต่อ “ในเมื่อคุณมีอัญมณีพวกนี้แล้ว ก็คงจะมีลูกค้าอยู่บ้างใช่ไหมครับ”
“ค่ะ มีค่ะ”
“แต่เท่าที่ดูนี่ ไม่น้อยเลยนะครับ แสดงว่า กำลังเป็นนี่นิยมอย่างนั้นเหรอครับ” แม็กซ์คาดการณ์ดูเมื่อมองภาพที่คอมพิวเตอร์แสดงออกมา
“มันก็ไม่เชิงหรอกนะคะ เพราะเจ้าของร้านเขาสั่งมา ดิฉันก็ทำหน้าที่ขายเท่านั้นเอง”
ความเซ้าซี้ของนักสืบหนุ่มที่ไม่ได้เผยออกมานั้นทำให้ พนักงานสาวเริ่มจะค่องใจ เข้ามาถามโน่นถามนี่ สายตาเธอบ่งบอกว่ารำคาญกับชายหนุ่มคนนี้เสียแล้ว
เมื่อเลโอนาร์ดเห็นอัญมณีสีเขียวของมรกต ซึ่งสอดคล้องกับพลังจักรวาลของตน เขาจึงใช้นิ้วกดลงแผงหน้าจอบนรูปที่ปรากฏ อาจารย์หนุ่มยกมือออก ทันทีที่มือนั้นออกหน้าจอกลับเลื่อนลงไปสู่หายไปกับโต๊ะหลงเหลือเพียงช่องสี่เหลี่ยมพริบตาช่องสี่เหลี่ยมเดิมพร้อมมรกตสีสันงดงามโผล่ขึ้นมาแทน
มรกตทรงกลมสีเขียวสดมามากมายหลายขนาดเรียงรายตั้งแต่ขนาดเล็กเพียงหัวเข็มหมุดไปจนถึงขนากเหมาะมือเลยทีเดียว บ้างก็ยาวรีดูเรียบหรู แม้การเจียระไนจะไม่สวยเหมือนเครื่องประดับ แต่มันสามารถทำให้ผู้พบเห็นได้หลงใหลกับมันเลยทีเดียว ความงามของมันทำให้เลโอนาร์ดชักอยากจะได้ขึ้นมา แต่อีกใจหนึ่งข่มเอาไว้ว่าเขามีอยู่อันหนึ่งแล้ว
“มีเยอะเลยทีเดียวนะครับ” เลโอนาร์ดลองถามพนักงานสาว “จากคิงค์ดอมจีวลี สินะครับ” ผู้ถามสังเกตเห็นสัญลักษณ์ตัว K สีทองอันอ่อนช้อยเหมือนภาษาเขียนตรงอกขวาของเธอ
“ค่ะ เพราะต้องให้เหมือนกันทุกสาขาทางเราก็ต้องมี อัญมณีพวกนี้ด้วยค่ะ”
“อืม...” อาจารย์พยักหน้าเข้าใจ
“คิงค์ดอนจีวลี” แม็กซ์รำพึง พยายามนึกถึงผู้บริหารมหาเศรษฐีชายร่างท้วมห้อยเพชรเม็ดโตไว้กลางอกจนผู้พบเห็นต่างยำเกรง ได้ยินว่าเขาก็หลงใหลพลังจักรวาลเช่นกัน “อ้อ คุณโชแปง คอนราจ สินะครับ”
เมื่อนักสืบหนุ่มเอ่ยชื่อก็มีเสียงฝีเท้าหนึ่งเดินเข้ามายังร้าน จนชายทั้งสองหันมาอย่างสนใจ ชายคนนั้นทำให้แม็กซ์ตกใจยิ่งเมื่อนึกถึงผู้บริหารที่เพิ่งพูดถึง มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ส่วนเลโอนาร์ดเคยเห็นเขาอยู่ในโทรทัศน์วันนี้เขาก็พบเจ้าพ่อแห่งวงการอัญมณีตัวจริง
เพชรเม็ดโตกลางอกส่องประกายเจิดจรัส ตัดกับชุดสูทสีดำสนิทอกขวาติดเข็มกลัดรูปตัว K สีทองสดใสสัญลักษณ์ของบริษัท ชายร่างท้วมไม่สูงเท่าใดนักผมสีดำมันเรียบด้วยเจล ท่วงท่าก้าวอย่างมั่นใจสมเป็นผู้มีอิทธิพลแห่งวงการเดินเข้ามาดั่งราชสีห์ ติดตามด้วยชายผู้ติดตามทั้งสองร่างสูงใหญ่ดูเข้มแข็งขนาบข้าง December 24 ตอนที่ 5 ตรวจสอบตอน ตรวจสอบ
โต๊ะกลมสีดำโปร่งใสภายในร้านกาแฟ แห่งหนึ่งซึ่งถัดจากร้านเวอร์โกเพียงไม่กี่ร้าน เลโอนาร์ดกำลังนั่งจิบกาแฟมองดูภาพที่เคลื่อนไหวกลางโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจเท่าใดนัก แม็กซ์สอดเครื่องส่งสัญญาณขนาดแสตมป์ดวงเล็กลงบนโต๊ะคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ ที่รับภาพจากกล้องสอดแนมส่งภาพเจ้าสแน๊ปเปอร์อีกที เขาชักไม่ค่อยไว้ในพฤติกรรมของชาย นักสืบคนนี้เท่าใดนัก ว่าทำไมจะต้องคอยสอดส่องชายหัวโล้นนั้นมากนัก ใจหนึ่งก็เข้าใจว่าเขาคงใจร้อนในบางเรื่องเหมือนกับเขา แต่อีกใจหนึ่งกลับแปลกใจไม่น้อยที่ต้องแอบดูพฤติกรรมในสถานที่คนพลุกพล่านกลางร้านอาหารแบบนี้กันแน่ ถึงแม้ว่าผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะไม่สนใจเท่าไหร่
“คุณทำแบบนี้ดีแล้วเหรอครับ” เลโอนาร์ด ถามอย่างใจเย็น ก่อนจะวางถ้วยกาแฟลงบนถาดรองอย่างแผ่วเบา
“ไม่เป็นไร ในเมื่อเขารู้แล้วว่าผมมีพลังจักรวาลไม่ช้าเขาจะต้องทำการอะไรซักอย่างเป็นแน่” แม็กซ์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นตามประสบการณ์นักสืบที่นานกว่าห้าปี “เฮ้...ดูสิ” แม็กซ์เรียกให้อาจารย์หนุ่มสนใจ
เลโอนาร์ด จำใจมองภาพกลับหัวนั้นอย่างหยาบ ๆ โดยไม่เต็มใจเท่าใดนัก “ดูสิ เห็นอะไรไหม” ในขณะที่ แม็กซ์มองสีหน้าของชายในภาพนั้น เกร็งเก็บความเจ็บปวดเอาไว้ ก่อนที่ชายหัวโล้นในภาพจะเคลื่อนตัวไปหยิบอะไรบางอย่างจากตู้ที่อยู่ปลายเตียงก่อนที่เขาจะหยิบมันใส่ปาก แล้วเดินไปยังโต๊ะคอมพิวเตอร์อีกมุมหนึ่งของห้อง “นี่ไง ผมว่าเขาคงจะติดต่อใครบางคนเป็นแน่ น่าเสียดายไม่รู้ว่าเขาคุยอะไร”
“คุณช่วยเล่าเกี่ยวกับชายคนนี้ได้ไหมครับ?” แม็กซ์ถามขึ้น
“เกี่ยวกับมาร์คนะเหรอ” เลโอนาร์ดมองหน้า นักสืบหนุ่ม ในขณะที่เขาพยักหน้าฟังอย่างตั้งใจ
“ก็ได้ครับ เท่าที่ทราบเขาถนัดไฟฟ้า หรือจักระจุดที่หก จุดกลางหน้าผากครับ เขาใช้ได้ดีมาก แต่จักระส่วนอื่นผมก็ไม่แน่ชัดครับ”
“ทำไมล่ะ คุณก็ดูออร่าเขาได้นี่” แม็กซ์ถามกลับ
“ไม่ได้ครับ” เลโอนาร์ดปฏิเสธ ทำให้แม็กซ์ทำหน้าสงสัย “เขาสวมสูทนาโนครับ แว่นเกอร์เลียนไม่สามารถมองทะลุเข้าไปได้ครับ”
“อืม อย่างนี้นี่เอง”
“แล้วก็ สิ่งที่น่าสนใจอีกหนึ่งก็คือ เขาปล่อยพลังจักรวาลได้เพียงแขนซ้ายเพียงข้างเดียวเท่านั้น ที่เขาเรียกว่า ดัมมี่จักระ”
“ดัมมี่จักระ อย่างนั้นเหรอ” แม็กซ์อุทาน เขาไม่เคยได้ยินมันมาก่อน “มีของแบบนี้ด้วยเหรอ” เขาถามกลับ
“ผมไม่แน่ใจครับ ผมไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ เพียงแต่ได้ยินมาเท่านั้นเอง”
“อ้าว! แล้วคุณได้ยินมาจากไหนล่ะ” แม็กซ์ถามกลับ
เลโอนาร์ดอ้ำอึ้งลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป “ก็เขาบอกเองครับ”
“อย่างนั้นเหรอ แต่ดูท่าทางจะต้องมีคนอยู่เบื้องหลังแต่ลักษณะท่าทางแบบนี้เขาไม่น่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้เลย ห้องก็แสนจะธรรมดาไม่มีอุปกรณ์เกี่ยววิทยาศาสตร์หุ่นยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์แปลก ๆ อย่างที่นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องเขาทำกัน”
แม็กซ์เพ่งมองแต่ภาพเคลื่อนไหวที่ชายในภาพนั้นแทบไม่เคลื่อนไหวเลย เขาชักเบื่อกับกับการคอยดูแบบนี้ขึ้นมา ที่นานกว่าสิบนาที โดยไม่ขยับเหมือนชีวิตที่แสนน่าเบื่อ
“ผมว่ามาร์คเขาไม่น่าจะเข้าข่ายคนที่จะมาทำให้เกิดสภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระจายเต็มท้องฟ้านั่นหรอกนะครับ” เลโอนาร์ดเริ่มเบื่อกับร้านหลังจากจิบกาแฟทีละน้อยจนกาแฟเหลือเพียงค่อนถ้วยแล้ว หากเขานึกถึงมาร์คในเหตุการณ์วันนั้นที่เขาบาดเจ็บหนัก ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่แม็กซ์กล่าวว่าเขาหยิบบางอย่างขึ้นมากิน แล้วก็ไม่ยอมออกจากห้องเลยแม้แต่ก้าวเดียวคงเป็นเพราะว่าเขาคงบาดเจ็บอยู่เป็นแน่ อาจารย์หนุ่มคาดเดาว่ามาร์คจึงไม่น่าจะใช้พลังจักรวาลได้พักใหญ่เลยทีเดียว
“ไม่หรอกน่า” แม็กซ์ยืนกราน “หรือว่าเขาไม่รู้จักพลังจักรวาล”
“นี่คุณ” เลโอนาร์ดท้วง “ผมเพิ่งมาอยู่ดาวดวงนี้นะครับ”
“อ้าว ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไม่มีพลังจักรวาลจริง ๆ นะสิ” แม็กซ์เริ่มขึ้นเสียง เขาเริ่มหัวเสียขึ้นมาว่าจะต้องมองชายในภาพอย่างเสียเวลาโดยใช่เหตุ
“คุณแม็กซ์ครับ” เลโอนาร์ดย้อนทันที “ผมไม่ได้โกหกหรอกนะครับ เขาใช้พลังจักรวาลจริง ๆ แต่เขามีหรือไม่มีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ”
“โอเค...โอเค ก็ได้ เพราะดัมมี่จักระสินะ” น้ำเสียงแม็กซ์ใจเย็นลง “เขามีมันก็ใช่ว่าจะใช้พลังแห่งหินก็เป็นได้”
ชายหนุ่มทั้งสองเงียบพลางมองหน้าราวกับใจคิดบางอย่างที่เหมือนกัน “พลังแห่งหิน!!” ทั้งสองอุทานแทบจะพร้อมกัน
“ไปกันเถอะ” แม็กซ์พูดเหมือนคิดอะไรบางอย่างออกมาพลางลุกอย่างร้อนรน ทำให้อาจารย์แทบจะลุกตามไม่ทัน หากนักสืบหนุ่มถึงเครื่องสัญญาณออกจากโต๊ะอย่างคล่องแคล่วใส่กระเป๋าเสื้อ ก่อนจะเดินออกจากร้านทันที
“นี่คุณแม็กซ์” เลโอนาร์ดเดินตามแทบไม่ทันเรียก
“เรียกแม็กซ์เฉย ๆ ก็ได้” นักสืบหนุ่มท้วงอย่างเป็นมิตรก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกมาจากร้านกาแฟ
“คุณคิดอย่างไรล่ะ” เลโอนาร์ดถามอยากรู้
“ก็คิดเหมือนคุณนั่นแหละ” แม็กซ์ ตอบพร้อมกับเดินสวนทางกับผู้คนที่เดินผ่านประตู
“อืม...” เลโอนาร์ดเงียบ แต่เมื่อเห็นนักสืบหนุ่มคนนั้นเดินรีบเร่งราวกับมีธุระนำเขาออกไป จึงถามขึ้น “นี่ แม็กซ์ คุณจะไปไหน?”
“ตามมาเถอะ ผมคิดอะไรออกแล้ว” ตอนที่ 4 ซ้อนแผนอีกทีตอน ซ้อนแผนอีกที
แสงสว่างจ้าส่องสว่างทั่วจอคอมพิวเตอร์ คนผู้มองเบือนหน้าหนีพริบตาแสงนั้นหายไปก่อนภาพหลงเหลือแต่จออันดำมืดแทน มาร์คร้อนรนไม่น้อย อดรีนารีนขึ้นสูงจากความกลัวจนแขนซ้ายกระตุกขึ้นมาราวถูกไฟฟ้าช๊อต ภาพตรงหน้าทำให้เขาลืมข้อห้ามของแม้คานีเรีย หรืออุสตาร์หัวหน้าพยาบาลจะกำชับว่าให้สงบสติอารมณ์ไว้
ทว่าแขนข้างนี้กระตุกแรงขึ้นจนไม่สามารถควบคุมบังคับหรือหยิบจับได้ อีกทั้งความเจ็บปวดเหมือนเส้นเลือดภายในแขนซ้ายกำลังจะระเบิดออกมา สร้างความเจ็บปวดแก่ชายมาดเข้มเป็นอันมาก มาร์คพยายามกัดฟันเก็บอาการปวดเอาไว้พร้อมเดินไปยังปลายเตียง ส่วนแขนที่ปวดหดเกร็ง
มาร์คนึกถึงเมื่อสองวันก่อนขึ้นมา ช่างสร้างความเจ็บแค้นให้แก่เขาเป็นอันมาก แต่ทว่าเป็นผลร้ายความเคียดแค้นของเขากลับย้ำความเจ็บปวดทวีขึ้นจนร่างทั้งร่างของชายร่างสูงกำยำร้อนลุ่มขึ้นมาในทันที
แม้คานีเรียผู้ตรวจจะพูดว่าไม่เป็นอะไรมาก คงเกิดจากกระแสไฟฟ้าที่ดัมมี่จักระสร้างนั้นไม่คงที่จึงปล่อยพลังงานออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จนกลายเป็นผลร้ายแก่ตนเอง อย่างไรก็ดีจักระจุดที่หกที่มีไมโครชิบฝังไว้กลางสมองนั้นไม่ทำอันตรายแก่สมองของเขา แต่กลับเป็นจุดที่ปล่อยพลังที่อยู่กลางฝ่ามือ มันพยายามจะปล่อยออกมาจนสายส่งสัญญาณภายในแขนนั้นขยายตัวขึ้นมา
มาร์คพยายามหายใจให้ยาวขึ้นเพื่อรับออกซิเจน และก้าวย่างยังปลายเตียงมีตู้เหล็กเล็ก ๆ ตู้หนึ่งบนตู้มีขวดแก้วใส่น้ำหนึ่งขวดฝังลงไปในเครื่องทำความเย็นสีขาวขนาดเล็ก เจ้าของห้องเลื่อนลิ้นชักออกมา เดินไปถึงตู้เหล็กเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่หลายเตียงเขาย่อตัวดึงลิ้นชักออกมา หยิบกล่องพลาสติกสีขาวเล็ก ๆ ขึ้นมา ก่อนจะเทมันลงบนตู้ เป็นยาแก้ปวดสีขาวธรรมดาหลายสิบเม็ด ด้วยมือข้างขวาสั่นระริกจากความเจ็บปวดจนเหงื่อผูดขึ้นทั่วกายจนชุ่มไปหมด
มาร์คพยายามหยิบยาสองเม็ดใส่ปาก ก่อนจะดึงขวดน้ำจากฐานสร้างความเย็นที่ตั้งอยู่เหนือตู้ยกขึ้นมาดื่มตามทันที
“จะปวดไปถึงเมื่อไหร่” มาร์คอุทาน เห็นว่าเมื่อสองวันก่อนคานีเรียได้ฉีดยาแก้ปวดให้ไปแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้นเลย
มาร์คเริ่มผ่อนคลายแต่ของชายที่เขาจับตาอยู่นั้นเข้ามาในความคิด เขาไม่อาจปล่อยชายคนนี้ไว้ จะต้องรู้ว่าชายคนนี้เป็นกันแน่ มาร์คตั้งสติเดินด้วยท่าทางที่อิดโรยไปยังโต๊ะคอมพิวเตอร์อีกครั้ง เขาติดต่อไปยังเจฟเฟอร์สันทันที
มาร์คพยายามนึกถึงภาพสุดท้ายก่อนหุ่นยนต์แมลงวันจะถูกยิง สภาพแวดล้อมที่เป็นพื้นหญ้ามีลำธาร สะพานโค้งได้ดี จึงรู้ว่าชายคนนั้นอยู่ในตำแหน่งใด
“มีอะไร” เจฟเฟอร์สันรับ
“ดูนี่สิ” มาร์คพูด ขณะที่กลางจอคอมพิวเตอร์แสดงข้อความว่า ‘Sound only’ ผู้ถามพูดพร้อมกับส่งภาพเคลื่อนไหวที่หุ่นยนต์แมลงนั้นจับไปให้ผู้สร้าง
เจฟเฟอร์สันรับไฟล์วีดิโอที่โหลดสู่โทรศัพท์มือถือนั้น เขาเปิดดูทันที ภาพที่เห็นทำให้เขาตกใจเล็กน้อย เข้าใจเรื่องราวในภาพดี
“เขาอยู่กลางผา หึ...” เจฟเฟอร์สันพูด กับมาร์คต่อพลาง ยิ้ม “เข้าใจแล้ว เอาล่ะตอนนี้แกอยู่ในช่วงพักฟื้น ไม่ต้องทำอะไรทางนี้ผมจัดการเอง”
มาร์คที่ฟังอยู่ดูเหมือนเจฟเฟอร์สันจะคิดอะไรออก ด้วยน้ำเสียงสุขุมเยือกเย็นแบบนั้น ทำให้เขาสบายใจลง รวมถึงอาการปวดค่อยทุเลาลง
“แค่นี้นะ พวกนี้ไม่ธรรมดา เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับหุ่นยนต์ของผม” เจฟเฟอร์สันกล่าวต่อพร้อมปิดโทรศัพท์ทันที
ภายในห้องทำงานกลางห้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กวางบนพื้นและมือกลสำหรับเขียนวงจรอันซับซ้อนพับเก็บแนบมุมห้อง อีกทั้งเศษเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายเกลื่อนเต็มโต๊ะจนไม่รู้ว่าชิ้นใดเป็นชิ้นใด ถัดกันนั้นเจฟเฟอร์สันโอนถ่ายวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือลงคอมพิวเตอร์เปิดดูวีดีโออีกครั้งให้แน่ชัดว่าชายในภาพนั้นคือใครอยู่ในตำแหน่งใด
เจฟเฟอร์สันหยุดไปยังภาพสุดท้ายที่เข้ามา ชายในภาพนั้นผิวคล้ำในเสื้อกั๊กสีดำ สบตามองมายังกล้องอย่างเห็นได้ชัด แม้นักพัฒนาหุ่นยนต์จะไม่ทราบว่าเขาคือใคร แต่พลังที่เห็นนั้นคล้ายกับมาร์ค เพียงแต่เล็กมาจนเห็นเป็นเพียงจุดขาว ๆ เท่านั้นเอง
เจฟเฟอร์สันมองลวดลายของขอบสะพานและหญ้าเงาต้นไม้และลำธาร ทำให้ทราบได้ทันทีว่าเขาอยู่กลางหุบผา คราวนี้เขาพิจารณามองฉากหลังพอเห็นตัว ซี-อาร์-อี เรืองแสงสีขาวกระพริบหากตัวอักษรถูกบังด้วยชายคนในภาพ
“ใช่แล้ว ครีเอทีพ (Creative) ร้านครีเอทีพที่ขายเครื่องดนตรีนี่” เจฟเฟอร์สันพึมพำ แสดงว่าเขาอยู่ไม่ไกลจากร้านเวอร์โกมากนัก เมื่อเจฟเฟอร์สันทราบถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว ในฐานะเขาเป็นนักพัฒนาหุ่นยนต์ แล้วในเมืองนี้หุ่นยนต์แทบทุกชนิดชายคนนี้เคยผ่านตามาหมดแล้ว
เจฟเฟอร์สันนึกภาพหุ่นยนต์ดูแลต้นไม้ มันคอยมองตรวจตราผู้คนที่เข้าใกล้ต้นไม้อันมีค่าสำหรับดาวดวงนี้ ทำเขาให้นึกถึงหุ่นยนต์ที่ชื่อ ‘ฮาโล’ หุ่นยนต์ดูแลต้นไม้แทบทุกต้นในเมืองนี้
เจฟเฟอร์สันจัดการคีย์ข้อมูลเชื่อยังหุ่นยนต์ที่อยู่บริเวณนั้นทันที ไม่กี่นาที เขาก็สามารถบังคับหุ่นยนต์ ตัวนั้นได้
หุ่นยนต์ล้อตีนตะขาบเคลื่อนตัวบนหญ้าอย่างนุ่มเนียน ถูกบังคับโดยนักพัฒนาหุ่นยนต์ จากนั้นผู้สร้างดาว์นโหลดข้อมูลของมันที่เก็บได้เมื่อครู่ทันที จอภาพเคลื่อนไหวที่ได้เคลื่อนไหวอย่างไม่รู้ทิศทางได้ แต่ผู้ควบคุมพยายามมองมัน กระทั่งเห็นชายต้องสงสัยในชุดเดียวกัน ปล่อยพลังจักรวาลเป็นแสงสีขาวยิงทำลายเป้าหมายอย่างแม่นยำ
เจฟเฟอร์สันมองอย่างพินิจว่าชายที่หมายปองคือคนนี้แน่ ๆ แล้วชายผิวคล้ำเดินกลับย้อนกลับมาอีกครั้ง ทว่าสิ่งที่มาหานั้นเป็น สุนัขหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง
รูปร่างแบบนี้ทำให้ผู้สร้างหุ่นยนต์ประหลาดใจว่าหุ่นยนต์สุนัขตัวนั้นเคลื่อนไหวนุ่มนวลราวกับสิ่งมีชีวิต นับว่าเป็นเทคโนโลยีอันทันสมัยทีเดียว แต่เขาต้องตกใจอีกครั้งเมื่ออีกชายที่ตามมาก็คือ เลโอนาร์ดนั่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายสองคนนั้นสมรู้ร่วมคิดกัน December 23 ตอนที่ 3 แผนซ้อนแผนตอน แผนซ้อนแผน
ยามสายพระอาทิตย์เคลื่อนตัวสูงขึ้นทุกขณะพร้อมกับความสดชื่นของทุกชีวิตบนดาวดวงนี้ ซ้ายมือไกลออกไปยังกลางหุบผาสนามหญ้าสีเขียวสดทอดตัวยาวออกไปดูสดชื่น อีกทั้งต้นสนสูงใหญ่ดูร่มรื่นข้างลำธารดูรื่นรมย์ แม้เมืองนี้จะไม่มีฤดูกาลเหมือนสภาพอากาศภายนอกโดมแต่อากาศกลับไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไปจากเครื่องทำความร้อนขนาดยักษ์ที่ช่วยปรับอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ จนผู้คนต่างชาชินกับมัน
บาทวิถีสีเทากว้างกว่าห้าเมตรทอดแนวยาวออกไปนับกิโล เลโอนาร์ดกับแม็กซ์เดินปะปนผู้คน ณ หุบผาฝั่งตะวันตกโดยอาจารย์จำใจมาโดยคำเชื้อเชิญของแม็กซ์นักสืบหนุ่มทั้งคู่ต่างเดินสวนทางกับผู้คนตามบาทวิถีบ้างก็เดินออกจากร้านด้านขวามือที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าร้านอาหารหลากรส แม็กซ์ที่มาเป็นครั้งแรกมองไปรอบ ๆ บ้างก็มองเข้าไปยังร้านอาหารและเครื่องดื่มชวนลิ้มลอง เขาพยายามเก็บข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่ทัศนีย์ภาพ หุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวเชื้อเชิญอยู่หน้าร้าน หุ่นบางรุ่นเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน บางตัวสีขาวนวลดูสบายตา ในใจหวังว่าคงเป็นแค่หุ่นยนต์ธรรมดาที่สร้างสีสันแก่ร้านเท่านั้น
“ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองนี้จะมีผู้คนเยอะแยะปานนี้” แม็กซ์ที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรกกล่าวพลางกวาดตาไปรอบ ๆ
“ครับ น่าอยู่ทีเดียว” เลโอนาร์ดคล้อยตาม หากเจ้าตัวไม่ใส่ใจร้านค้าข้างทางนัก
“เอ่อนี่ คุณไม่สงสัยเหรอว่า ทำไมผมถึงปิดบังเธอ” แม็กซ์ลองใจถาม
“ก็คุณเป็นนักสืบไม่ใช่เหรอครับ บางเรื่องต้องปิดบังเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ใช่ไหมล่ะ” เลโอนาร์ดตอบทันที เหมือนรู้วัตถุประสงค์ของชายคนนี้ ชายที่ตั้งคำถามเห็นพ้องด้วยดูเหมือนว่าอาจารย์คนนี้ช่างเข้าใจอะไรง่าย ๆ ดีแท้
“แต่ผมไม่ปิดบังคุณ” แม็กซ์แกล้งถามอีกครั้ง ทำให้เลโอนาร์ดหยุดทันที
เลโอนาร์ดมองหน้านักสืบหนุ่มก่อนจะทำด้วยท่าทีสงสัยว่า “ทำไม?”
“บางทีเราต้องร่วมงานกันนะสิ ผมถึงได้ชวนคุณมายังไงล่ะ” แม็กซ์ตอบ
“แล้วทำไมคุณถึงไว้ใจผมล่ะครับ?” เลโอนาร์ดย้อน
“ก็คุณเบเนตโตบอกผมมา” แม็กซ์ตอบทันที
“เบเนตโต?” เลโอนาร์ดงงเล็กน้อย หากเขาและชายผู้รอบรู้คนนั้นเพิ่งรู้จักกันเท่านั้นเอง “ถ้าคุณเชื่อใจ คุณเบเนตโตอย่างนั้นล่ะก็ แสดงว่าคุณรู้จักคุณเบเนตโตเป็นอย่างดีแล้วสินะครับ”
“ใช่ครับ ผมได้ยินชื่อเขามานานจนใคร ๆ ก็ต้องเชื่อเขา สายตาของคุณเบเนตโตที่เคยพบกับผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งหลากเชื้อชาติและศาสนา มีหรือจะมองดูคนอย่างคุณไม่ออกเลยหรือครับ” แม็กซ์เดินเอี้ยวหลบตัวชายคนสูงคนหนึ่ง ในขณะที่เลโอนาร์ดเดินแลมา เหมือนจะข้องใจเล็กน้อย “แล้วเขาก็กล่าวถึงคุณว่า คุณมาปรึกษาเขาบ่อย ๆ แล้วเขาก็บอกต่อไปว่า คุณเป็นคนดีเชื่อใจได้ครับ” คำพูดของเขาทำให้เลโอนาร์ดยิ้มปริ่ม หากในใจเขาดีใจไม่น้อย แต่ในห้วงคำนึงของอาจารย์กลับหัวเราะในใจที่นักสืบหนุ่มนั้นอาจไม่ทราบว่า อาจารย์สาวที่พบในห้องพักนั่น กลับเป็นหลานสาวเพื่อนสนิทที่คุณเบเนตโตไว้ใจได้
เลโอนาร์ดเดินนำด้วยท่าทางเงียบเหมือนคิดอะไรบางอย่าง แล้วเขาก็ตัดสินใจพูดขึ้นว่า “ผมไม่ขอเข้าไปในร้านนะครับ” ผู้พูดเห็นว่า มาร์คคงไม่อยากพบเขาเป็นแน่
“อืม...ก็ได้ครับ ในห้องคุณเคยพูดว่าพลังเขาพอ ๆ กับคุณเลย แสดงว่าคุณทั้งสองคงไม่กินเส้นกันหรือครับ” แม็กซ์ตอบแบบคาดเดา
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” เลโอนาร์ดตอบ หากเก็บความพฤติกรรมของมาร์คไว้ในใจ
คำพูดของเลโอนาร์ดคงมีเรื่องบางอย่างที่ปิดบังอยู่ แม้นักสืบหนุ่มจะข้องใจเล็กน้อยแต่เขาไม่เอ่ยทำถามว่า ทำไม? ออกมา
กระทั่งสามร้านถัดไปเป็นก็ถึงร้านเวอร์โก ร้านที่มาร์คเป็นเจ้าของอยู่ เลโอนาร์ดหยุดเดิน เขาบอกกับนักสืบหนุ่มทันที ก่อนที่นักสืบหนุ่มเดินเข้าร้านเพียงลำพังทิ้งให้อาจารย์หนุ่มยืนรอตามคำสั่ง ระหว่างที่รอ อาจารย์หนุ่มมองเข้าไปในร้านหนึ่งเป็นร้านคุกกี้ส่งกลิ่นหอมฉุยชวนลิ้มลองชายหนุ่มเป็นยิ่งนักจึงตัดสินใจแวะเข้าไป หวังว่าจะซื้อสักกล่อง
แม็กซ์นักสืบหนุ่มผิวคล้ำเดินเข้ามาในร้านโดยไม่สนใจสิ่งของรอบข้าง ทั้งกล้องสวยงามภายในตู้สองข้าง กลางร้านแสดงกล้องดูดาวตัวใหญ่สีขาวและอุปกรณ์รุ่นใหม่อันสวยหรูและทันสมัย เขาเดินตรงไปยังเคาร์นเตอร์ทันที เมื่อพบกับพนักงานสาวหน้าตาดีเพียงสองคนในร้านเท่านั้น
“สวัสดีครับ” แม็กซ์กล่าวทันที ก่อนจะทำทีหาซื้อกล้องดูดาวเขาเหลือบมองกล่องพลาสติกสีเขียวแสดงรูปกล้องดูดาวรุ่นหนึ่งข้างกล่องปรากฏตัวอักษรสีขาวแสดงรุ่นว่า TB 2125 “คุณรู้จัก กล้องดูดาวรุ่น TB 525 ไหมครับ?” เขาปดออกมา ทำให้พนักงานสาวทั้งสองมองหน้ากันว่ามีกล้องดูดาวรุ่นนี้ด้วยเหรอ
แม็กซ์เห็นดังนั้นเขาพูดต่อทันที “อ้อ มันเป็นรุ่นเก่านะครับ เมื่อราว ๆ” แม็กซ์นึกพร้อมมองไปรอบ ๆ เขามองจอภาพติดกำแพงขนาดยักษ์เบื้องหลังพนักงานทั้งสองอีกทั้งทัศนีย์ภาพการจัดตกแต่งร้านว่าร้านนี้เป็นร้านค่อนข้างใหม่ทีเดียว “เมื่อประมาณ ห้าสิบนะครับ เอ...หรือเก่ากว่านั้นก็ได้นะครับ”
“ค่ะ” พนักงานสาวคนหนึ่งยิ้มรับ “อ๋อ รุ่นเก่าประมาณห้าสิบปี คงไม่มีขายแล้วมั้งคะ?” เธอกล่าวอย่างเป็นกันเอง “แต่ว่ากล้องรุ่นใหม่นี่สิ ประสิทธิภาพสูงกว่ากล้องรุ่นเก่าเป็นไหน ๆ เลยนะคะ” เธอชักชวน
“ไม่ได้สิ” แม็กซ์ทำทีท้วง “กล้องรุ่นนั้นเป็นของคุณตาผมนะครับ ท่านรักมันมาก โชคร้ายผมทำัมันพังซะแล้วน่าเสียดายจัง” แม็กซ์แสร้งทำหน้าเศร้าเสียดาย ทำให้พนักงานสาวทั้งสองต่างแสดงสีหน้าหดหู่ตาม “อ้อ คุณรู้จัก มาร์คใช่ไหมครับ” แม็กซ์แสร้งพร้อมท่าทางมีความหวัง
“มาร์ค หรือคะ” พนักงานสาวคนหนึ่งอุทาน ทำให้เธอนึกถึงชายเจ้าของร้านศีรษะโล้นขึ้นมาทันที
“ครับ มาร์คผมคิดว่าเขาคงพอจะทราบนะครับ” แม็กซ์ตอบเหมือนมีความหวัง
“ค่ะ แต่...” พนักงานสาวคนหนึ่งลูบตาลง เมื่อนึกถึงสีหน้าเข้มของเจ้าของร้านที่เขาสั่งกำชับว่าหากใครมาถามหาเขาให้บอกว่าไม่อยู่ “แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ค่ะ”
สายตาที่เธอหลบให้นั้นทำให้นักสืบหนุ่มสงสัย “อ้ออย่างนั้นเหรอครับ” นักสืบหนุ่มแสร้งทำเสียดายเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ถ้างั้น...วันหลังค่อยมาใหม่ก็แล้วกันครับ” ว่าแล้วนักสืบหนุ่มเดินกลับออกจากร้านทันที ด้วยท่าทีรีบเร่งเหมือนมีธุระด่วนขึ้นมา ทิ้งความเสียดายแก่พนักงานสาวเป็นยิ่งนัก
“เฮอะ! ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร วันหลังค่อยมาใหม่ก็แล้วกัน” มาร์คพูดเลียนแบบ เมื่อดูภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดผ่านคอมพิวเตอร์และไมโครโฟนที่ซ่อนอยู่ใกล้ ๆ นั้นได้ยินชัดเจน
“TB 525 รุ่นนี้มีซะที่ไหน มันเริ่มจาก TB 1000 ต่างหาก” มาร์คอุทาน พร้อมข้องใจเล็กน้อย เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินมายังหน้าต่างปิดกระจกสะท้อนแสงจนบุคคลภายนอกไม่สามารถมองด้านในได้ มาร์คชะเง้อมองชายแปลกหน้าในชุดดำขลับมันที่กำลังเดินออกจากร้านไป ทว่าแม็กซ์หยุดตรงหน้าร้านก่อนจะแหงนหน้ามองชั้นสองของร้านอย่างสงสัย มาร์คตกใจเบี่ยงตัวหลบจากหน้าต่างทันที ชั่วอึดใจมาร์คยืนหลังกำแพงค่อย ๆ เอียงตัวลอบมองหน้าต่างลงไปอีกครั้ง เมื่อเห็นชายต้องสงสัยเดินจากไป
ด้วยความสงสัยของมาร์ค เขาจำเป็นต้องใช้ หุ่นยนต์สปายของเจฟเฟอร์สันซะแล้ว ว่าแล้ว แม็กรีบเดินไปเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะคอมพิวเตอร์ขึ้นมาอย่างเร็ว คว้ากล่องสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบหนึ่งขึ้นมาเปิดมันทันที ข้างในมีหุ่นยนต์ขนาดแมลงขนาดหนึ่งเซนติเมตร ฝังลงช่องเล็ก ๆ อีกทั้ง เครื่องควบคุมขนาดเล็ก
มาร์คเปิดสัญญาณ พร้อมกับเปิดโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ เครื่องควบคุมขนาดเล็กส่งไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อแสดงผลกล้องที่ติดตัวแมลงได้ขัดเจน มาร์คอุปกรณ์คร่าว ๆ ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา มาร์คแง้มหน้าต่างออกเล็กน้อยก่อนส่งหุ่นยนต์แมลงวันขนาดหนึ่งเซนติเมตร มันบินราวกับสิ่งมีชีวิตที่ได้รับอิสรเสรี
มาร์ครีบไปยังโต๊ะประจำตัวทันทีเพื่อควบคุมมัน ภาพเคลื่อนไหวในมุมสูงเผยหลังผู้เสื้อกั๊กสีดำ มาร์คเห็นเป้าหมายจึงบินเข้าไปใกล้ ในระยะสามเมตรเป้าหมายกลับหยุดกะทันหัน
ภายใต้ถุงสีดำข้างขวาของแม็กซ์สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือน รู้ดีกว่ามีข้อความบางอย่างส่งเข้ามา แม็กซ์ล้วงเข้าหูฟังเข้าตรงกระเป๋าอกด้านซ้ายขึ้นมาเกี่ยว
“มีหุ่นยนต์ขนาดเล็กประมาณหนึ่งเซนติเมตรติดตามคุณไป” เป็นเสียงแปร่งกระด้างดั่งหุ่นยนต์
“เข้าใจแล้ว” นักสืบหนุ่มตอบสั้น ๆ เมื่อเจอเหตุการณ์นี้เกรงว่าหุ่นยนต์จิ๋วจะดักฟัง ว่าแล้วชายหนุ่มตัดสินใจล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกางมันออก กดรหัสประจำตัว ก่อนที่จะกดส่งข้อความอย่างคล่องแคล่วก่อนจะยัดมันเข้าที่เดิม
ทันทีที่นักสืบหนุ่มเดินผ่านร้านขายคุกกี้ เลโอนาร์ดเลือกซื้อคุกกี้ภายในร้านสังเกตเห็นเข้าจึงตามแม็กซ์ทันที ทิ้งความอยากและกลิ่นหอมหวนไว้เบื้องหลัง เลโอนาร์ดเดินไปหาเบียดผู้คนที่เข้ามาร้าน สายตาของอาจารย์หนุ่มมองเขาไม่ให้คลาด แต่แม็กซ์กลับเดินห่างออกไปทุกที ทำให้อาจารย์หนุ่มรู้สึกว่าชายคนนี้เอาแต่ใจตัวเองยิ่ง แต่เขาก็พยายามเดินเบียดผู้คนเฉี่ยวชนจนหลายสบตามองอย่างเคือง ๆ
ทันทีที่เลโอนาร์ดเข้าใกล้นักสืบ กลับต้องหยุดเมื่อมีบางสิ่งฉุดขาเอาไว้ เลโอนาร์ดเหลือบมองต่ำลง เห็นสุนัขหุ่นยนต์สีขาวนวลใช้ปากคาบดึงขอบกางเกงเอาไว้ ทำให้อาจารย์หนุ่มแปลกใจ หน้ากากส่วนหัวของมันกาง เผยจอคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กทำให้ผู้มองแปลกใจย่อตัวดูใกล้ ๆ
เลโอนาร์ดมองมันอย่างสงสัย กลับต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อข้อความนั้นปรากฏว่า ตอนนี้แม็กซ์กำลังถูกติดตาม เลโอนาร์ดเห็นดังนั้นก็เปลี่ยนสีหน้านิ่งปกติ ตามสแน็ปเปอร์ไป แม็กซ์ เลโอนาร์ดอ่านข้อความที่ปรากฏ ว่าแล้วจอคอมพิวเตอร์เลื่อนปิดลง
หุ่นยนต์สุนัขหันกลับ พร้อมเลโอนาร์ดลุกยืน มันวิ่งเหยาะ ๆ นำอาจารย์หนุ่มเดินเร็วตามอยากรู้มันกำลังไปไหน ทว่ามันหยุดที่ร้านเวอร์โก ตามความคาดหมายของอาจารย์หนุ่ม
เลโอนาร์ดลังเลเล็กน้อยเกรงว่ามาร์คที่จ้องจะจับผิดอาจรู้ตัว แต่หุ่นยนต์สุนัขแหงนหน้าขึ้นไป นัยน์ตาจับความร้อนของมันทำงาน พร้อมกับตรวจหาตำแหน่งที่เหมาะสม ชั่วอึดใจหน้ากากส่วนหัวของมันกางขึ้น พร้อมกับปืนลำกล้องขนาดเล็กมันเล็งไปยังหน้าต่างกล้องจิ๋วยิงออกไปติดกระจก ภายนอกกล้องเห็นเพียงก้อนยางสีเทาธรรมดาเท่านั้น
จากนั้นมันวิ่งออกห่างพร้อมกับเลโอนาร์ดที่คอยตามมันไม่ห่างแม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการติดกล้องแอบมองเท่าไหร่
แม็กซ์คาดการณ์ว่าเลโอนาร์ดคงพบกับสแน็ปเปอร์แล้ว เขาตัดสินใจเดินข้ามไปอีกฟากของผาโดยเห็นว่าอีกฟากหนึ่งเป็นแหล่งบันเทิงค่อนผู้คนมากกว่าในเขตนี้ แม้ว่าจะเป็นเวลาสิบนาฬิกาตามเวลาโลก นักสืบหนุ่มหยุดกลางสะพานที่ขั้นกลางหุบผากะทันหัน เมื่อเห็นว่าบริเวณนี้ไม่มีผู้คนเดินผ่าน เขารู้ดีว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง “ไม่เข้าถ้ำเสือหรือจะได้ลูกเสือ” แม็กซ์พึมพำ
มาร์คที่ควบคุมหุ่นยนต์แมลงหยุดตาม อย่างสงสัย ทว่าชายชุดดำผิวคล้ำหันกลับมา ก่อนจะแหงนหน้าจ้องมองแมลงที่บินสูงขึ้นไปสามเมตร ทำเอามาร์คตกใจยิ่งที่ชายคนนั้นจ้องเขม็งมาแสยะยิ้มราวผู้ชนะ
นักสืบหนุ่มชูนิ้วชี้ข้างขวาขึ้น ขณะที่มาร์คมองจอคอมพิวเตอร์อย่างสนใจ ปลายนิ้วชี้ปรากฏแสงสีขาวอมฟ้าลูกเล็ก
“อะไรกัน! นี่มันพลังจักรวาล” มาร์คสบถเมื่อเห็นแสงนั่น |
||||
|
|