denchai's profileนิยายPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    December 25

    ตอนที่ 6 เจ้าพ่อวงการจิเวอลี่ ปรากฏตัว

    ตอน เจ้าพ่อวงการจีเวอลีปรากฏตัว
     
                นักสืบหนุ่มเร่งฝีเท้า เพื่อให้ถึงจุดหมายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในใจนั้นอยากจะวิ่งให้ถึงเป้าหมายโดยเร็วที่สุด แต่เกรงว่าอาจารย์หนุ่มจะตามไม่ทัน อีกทั้งผู้คนบริเวณมหาวิทยาลัยนั้นหนาแน่นจนบาทวิถีกว้างกว่าห้าเมตรคับแคบไปถนัดตา
                ทั้งคู่ต่างเดินหลบผู้คน ที่เดินสวนทางกันไปมาอย่างคล่องแคล่ว กระทั่งกลับมาถึงมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ทำให้ชายทั้งสองหายใจได้สะดวกเมื่อเห็นสวนหย่อมรอบอาคารชวนเจริญตา ทำให้ทั้งคู่หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
                เลโอนาร์ดไม่พูดถึงว่านักสืบหนุ่มจะไปไหน หากเดินตามอย่างเงียบ ดูเหมือนนักสืบหนุ่มจะเก็บเงียบไม่ปริปากเหมือนจะทำให้อาจารย์ประหลาดใจ เมื่อนักสืบหนุ่มเดินผ่านสวนหย่อมตามทางเดิน เขายังคงเร่งฝีเท้าอยู่อย่างนั้นไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ทั้งดอกไม้ สีแดง สีเหลือง สีฟ้าสดใส กำลังประกาศตัวประชันความงามกัน แต่สิ่งเหล่านั้นไม่อยู่ในสายตานักสืบแม้แต่น้อย
                ทั้งสองเดินตามทางเดินอ้อมอาคารเรียนไปยังอีกด้านหนึ่ง ผ่านห้องสมุดอันวิจิตร แต่นักสืบหนุ่มไม่สนใจมันแม้แต่น้อยกลับเดินผ่านอย่างไม่ใส่ใจ ตรงกันข้ามเลโอนาร์ด เขายังเมียงมองห้องสมุดนั้นเป็นพัก ๆ พยายามที่จะมองหารูปปูนปั้นสลักคนมีชื่อเสียงที่รายล้อมอาคาร ซึ่งอาจจะมีบุคคลที่เขารู้จัก
                ทว่ารูปปั้นเยอะแยะเหล่านั้น ทำให้อาจารย์หนุ่มกลับไม่สามารถมองออกเลยว่าใครเป็นใครเพราะท่าทางรูปสลักนั้นคล้ายกันเกือบทุกรูปเลยทีเดียว
                ทั้งสองยังคงเดินตามบาทวิถี อาจารย์หนุ่มมองร้านขายขนมปังที่อยู่อีกฟากหนึ่ง เขายังจำภาพของเศษกระจกกระจัดกระจายเต็มบาทวิถีได้ดี อาจารย์หนุ่มมองผ่านกระจกใสเห็นผู้คนภายในร้านต่างหยิบขนมที่น่ากินนั้นราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนเป็นเรื่องโกหก
                ห่างจากมหาวิทยาลัยเกือบสามร้อยเมตร นักสืบหยุดกะทันหัน พร้อมกับเลโอนาร์ดที่หยุดแทบไม่ทัน เมื่อเขากำลังชะเง้อร้านสีขาวประตูทางเข้าซุ้มโค้งสวยงามเป็นร้านที่เขาเคยเช่าชุดทักซิโด เมื่อครั้งนั้น เลโอนาร์ดยิ้มกรุ่มกริ่มในใจที่ยังโชคดีที่ชุดนั้นไม่ฉีกขาด หากเพียงแต่ยับเยินและสกปรกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จนทำให้เขาถูกหักเงินมัดจำไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
                นักสืบหนุ่มเข้าไปในร้านทันทีพร้อมกับประตูที่เป็นกระจกใสเปิดต้อนรับ เช่นเคยเขาตรงไปยังพนักงานต้อนรับทันทีโดยไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้างใด ที่ทั้งร้านสวยหรูประดับไปด้วยประกายระยิบจากอัญมณีเปล่งประกายจากหลอดไฟที่หลบมุม ตรงข้ามกับอัญมณีเลอค่ากับทอประกายเด่นราวกับจกใสที่จะหยุดกาลเวลา
                เลโอนาร์ดผู้เข้ามาครั้งแรกมันช่างต่างกับสิ่งที่มองจากด้านนอกนัก เขาแหงนหน้าขึ้นไป สิ่งที่แหวนนั้นทำให้เขาแทบจะลืมหายใจ กับผลึกแก้วทรงพาวเวอร์ออฟเลิฟ ขนาดใหญ่เท่ามนุษย์แม้เขาจะรู้ว่านั้นเป็นแค่ผลึกแก้วธรรมดาเท่านั้นแต่แสงประกายตกกระทบสะท้อนแสงเกิดเป็นประกายสีรุ้งช่างตระการตาซะเหลือเกิน มันค่อย ๆ หมุนอย่างเชื่องช้าโลกรายละเอียดทุกมุมมอง ทำให้ผู้มองมันแทบจะพยายามไขว่คว้ามันมาเป็นของตนเองให้จงได้
                “สวัสดีครับ” แม็กซ์พูดขึ้นอย่างสุภาพเมื่อเห็นพนักงานสาวในเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว ซ้อนด้วยเสื้อกั๊กสีแดงเลือดหมู ทว่าสิ่งที่สะดุดตาของชายหนุ่มหยุดตรงอกซ้ายของเธอที่ติด จี้เพชรเม็ดโตสีขาวใสอยู่ตรงกลางดอกกุหลาบที่ทำจากทองคำขาว ช่างสวยงามจนแม็กซ์แทบไม่อยากจะละสายตาไปจากมัน
                “สวัสดีค่ะ” พนักงานสาวเสียงใสตอบอย่างเต็มใจ นับว่าเป็นลูกค้ารายแรกของวัน น้ำเสียงกระตือรือร้นอันอ่อนหวานชวนฟังของเธอทำให้นักสืบหนุ่มผละจากจี้เพชรมองมายังเธอ ทว่าสายตางามงอนนั้นมองมายังเขาทำให้ชายหนุ่มแทบจะลืมภารกิจเกือบหมดสิ้น
                “สวัสดีครับ” เสียงเลโอนาร์ดแทรกขึ้นมา ทำให้นักสืบหนุ่มได้สติกลับมา
                แม็กซ์ทำทีกระแอมเบา ๆ พร้อมทำหน้าเข้มราวกับสุภาพบุรุษ “คุณมีอัญมณีสำหรับฝึกพลังจักรวาลไหมครับ”
                “อ้อ...” เธอแปลกใจเล็กน้อย เมื่อของแบบนั้นไม่ค่อยมีใครสนใจซื้อเท่าไหร่ “มีค่ะ” ไม่รอช้าเธอกดปุ่มสี่เหลี่ยมสีขาวตรงขอบโต๊ะ ก่อนที่จะกลางโต๊ะเผยจอภาพคอมพิวเตอร์แบนราบติดกับพื้นโต๊ะดูเข้ากัน ในจอภาพค่อยปรากฏอัญมณีนานาชนิดสวยงาม ตั้งแต่รูปร่างสวยงามของอัญมณีในแบบสามมิติ
                “ต้องการอัญมณีแบบไหนคะ มีทั้งเพชร พลอย มรกต มุก หรือไม่กระทั่งลาพิสลาซูลี อะเมธิสต์ ควอร์ตซ์ ก็มีนะคะ” เธอตอบพร้อมมองหน้าแม็กซ์ แต่ชายหนุ่มกลับหันไปยังอาจารย์หนุ่มทันทีเพื่อปัดเรื่อง
                “ว่าไง นายจะเอาอะไรล่ะ” นักสืบหนุ่มถามต่อ ขณะที่เลโอนาร์ดไม่นึกไม่ฝันว่าเขาจะโยนเรื่องพวกนี้มาให้กะทันหัน
                “อืม...” คำพูดของนักสืบหนุ่มทำให้เลโอนาร์ดตั้งตัวแทบไม่ทัน “อ้อ...อืม...เล่นแบบนี้เลยเหรอ” เขาบ่นพึมพำพลางสอดส่ายสายตามองคอมพิวเตอร์แสดงรูปอัญมณีหลากชนิดเป็นแนวยาวจนอาจารย์หนุ่มเลือกไม่ถูก
                ระหว่างที่อาจารย์หนุ่มกำลังตัดสินใจ แม็กซ์ถือโอกาสถามพนักงานสาวทันที “มีคนซื้ออัญมณีแบบนี้มากไหมครับ” นักสืบหนุ่มลองถามแต่เท่าที่เขาสังเกตว่า ที่นี่คงไม่น่าจะมีคนซื้ออัญมณีที่นำไปฝึกพลังจักรวาลมากเท่าไหร่
                “เห็นตลอดสามเดือนที่ผ่านมานี้ ก็มีคุณเป็นคนแรกค่ะ” พนักงานสาวตอบ
                “อืม...” แม็กซ์ทำทีนึก “แล้วเคยมีชายหัวโล้นสูงใหญ่เคยเข้ามาซื้อบ้างไหมครับ”
                “หือ” พนักงานสาวแปลกใจเล็กน้อย
                “อ้อ ไม่มีอะไรเขาเป็นเพื่อนเก่าของผมนะ เขาก็มีพลังจักรวาลเขาอยู่ที่นี่มานานหลายปี ส่วนผมก็เพิ่งมาจากโลกครับ กะว่าจะไปเซอร์ไพร์เขาหน่อย” นักสืบหนุ่มทำทีพูดอย่างยิ้มแย้ม            “ไง เลือกได้หรือยัง” แม็กซ์เปลี่ยนเรื่องทันทีเขาพูดพลางสะกิดอาจารย์
                เลโอนาร์ดยังสินใจไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรดีเพราะไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ‘อะไรวะ เจ้าแม็กซ์นี่มันเคยมีคู่หูหรือเปล่าวะ จู่ก็มาให้ซื้ออัญมณีพวกนี้เฉยเลย นักสืบนี่เข้าใจยากชะมัด’ อาจารย์หนุ่มที่ใจเย็นเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา
     
                “ไม่มีเหรอ” แม็กซ์สันนิษฐานผิดไป ในใจเขาอยากจะแสดงตัวออกมาเป็นนักสืบมาก แต่สัญชาติญาณบอกให้ใจเย็นไว้ก่อน เขาอยากจะค้นจะให้เธอช่วยค้นข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่เคยซื้ออัญมณีที่ใช้ฝึกพลังจักรวาลพวกนี้มาก แม็กซ์ถามต่อ “ในเมื่อคุณมีอัญมณีพวกนี้แล้ว ก็คงจะมีลูกค้าอยู่บ้างใช่ไหมครับ”
                “ค่ะ มีค่ะ”
                “แต่เท่าที่ดูนี่ ไม่น้อยเลยนะครับ แสดงว่า กำลังเป็นนี่นิยมอย่างนั้นเหรอครับ” แม็กซ์คาดการณ์ดูเมื่อมองภาพที่คอมพิวเตอร์แสดงออกมา
                “มันก็ไม่เชิงหรอกนะคะ เพราะเจ้าของร้านเขาสั่งมา ดิฉันก็ทำหน้าที่ขายเท่านั้นเอง”
                ความเซ้าซี้ของนักสืบหนุ่มที่ไม่ได้เผยออกมานั้นทำให้ พนักงานสาวเริ่มจะค่องใจ เข้ามาถามโน่นถามนี่ สายตาเธอบ่งบอกว่ารำคาญกับชายหนุ่มคนนี้เสียแล้ว
                เมื่อเลโอนาร์ดเห็นอัญมณีสีเขียวของมรกต ซึ่งสอดคล้องกับพลังจักรวาลของตน เขาจึงใช้นิ้วกดลงแผงหน้าจอบนรูปที่ปรากฏ อาจารย์หนุ่มยกมือออก ทันทีที่มือนั้นออกหน้าจอกลับเลื่อนลงไปสู่หายไปกับโต๊ะหลงเหลือเพียงช่องสี่เหลี่ยมพริบตาช่องสี่เหลี่ยมเดิมพร้อมมรกตสีสันงดงามโผล่ขึ้นมาแทน
                มรกตทรงกลมสีเขียวสดมามากมายหลายขนาดเรียงรายตั้งแต่ขนาดเล็กเพียงหัวเข็มหมุดไปจนถึงขนากเหมาะมือเลยทีเดียว บ้างก็ยาวรีดูเรียบหรู แม้การเจียระไนจะไม่สวยเหมือนเครื่องประดับ แต่มันสามารถทำให้ผู้พบเห็นได้หลงใหลกับมันเลยทีเดียว ความงามของมันทำให้เลโอนาร์ดชักอยากจะได้ขึ้นมา แต่อีกใจหนึ่งข่มเอาไว้ว่าเขามีอยู่อันหนึ่งแล้ว
                “มีเยอะเลยทีเดียวนะครับ” เลโอนาร์ดลองถามพนักงานสาว “จากคิงค์ดอมจีวลี สินะครับ” ผู้ถามสังเกตเห็นสัญลักษณ์ตัว K สีทองอันอ่อนช้อยเหมือนภาษาเขียนตรงอกขวาของเธอ
                “ค่ะ เพราะต้องให้เหมือนกันทุกสาขาทางเราก็ต้องมี อัญมณีพวกนี้ด้วยค่ะ”
                “อืม...” อาจารย์พยักหน้าเข้าใจ
                “คิงค์ดอนจีวลี” แม็กซ์รำพึง พยายามนึกถึงผู้บริหารมหาเศรษฐีชายร่างท้วมห้อยเพชรเม็ดโตไว้กลางอกจนผู้พบเห็นต่างยำเกรง ได้ยินว่าเขาก็หลงใหลพลังจักรวาลเช่นกัน “อ้อ คุณโชแปง คอนราจ สินะครับ”
                เมื่อนักสืบหนุ่มเอ่ยชื่อก็มีเสียงฝีเท้าหนึ่งเดินเข้ามายังร้าน จนชายทั้งสองหันมาอย่างสนใจ ชายคนนั้นทำให้แม็กซ์ตกใจยิ่งเมื่อนึกถึงผู้บริหารที่เพิ่งพูดถึง มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ส่วนเลโอนาร์ดเคยเห็นเขาอยู่ในโทรทัศน์วันนี้เขาก็พบเจ้าพ่อแห่งวงการอัญมณีตัวจริง
                เพชรเม็ดโตกลางอกส่องประกายเจิดจรัส ตัดกับชุดสูทสีดำสนิทอกขวาติดเข็มกลัดรูปตัว K สีทองสดใสสัญลักษณ์ของบริษัท ชายร่างท้วมไม่สูงเท่าใดนักผมสีดำมันเรียบด้วยเจล ท่วงท่าก้าวอย่างมั่นใจสมเป็นผู้มีอิทธิพลแห่งวงการเดินเข้ามาดั่งราชสีห์ ติดตามด้วยชายผู้ติดตามทั้งสองร่างสูงใหญ่ดูเข้มแข็งขนาบข้าง
    December 24

    ตอนที่ 5 ตรวจสอบ

    ตอน ตรวจสอบ
             
              โต๊ะกลมสีดำโปร่งใสภายในร้านกาแฟ แห่งหนึ่งซึ่งถัดจากร้านเวอร์โกเพียงไม่กี่ร้าน เลโอนาร์ดกำลังนั่งจิบกาแฟมองดูภาพที่เคลื่อนไหวกลางโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจเท่าใดนัก แม็กซ์สอดเครื่องส่งสัญญาณขนาดแสตมป์ดวงเล็กลงบนโต๊ะคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ ที่รับภาพจากกล้องสอดแนมส่งภาพเจ้าสแน๊ปเปอร์อีกที เขาชักไม่ค่อยไว้ในพฤติกรรมของชาย นักสืบคนนี้เท่าใดนัก ว่าทำไมจะต้องคอยสอดส่องชายหัวโล้นนั้นมากนัก ใจหนึ่งก็เข้าใจว่าเขาคงใจร้อนในบางเรื่องเหมือนกับเขา แต่อีกใจหนึ่งกลับแปลกใจไม่น้อยที่ต้องแอบดูพฤติกรรมในสถานที่คนพลุกพล่านกลางร้านอาหารแบบนี้กันแน่ ถึงแม้ว่าผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะไม่สนใจเท่าไหร่
              “คุณทำแบบนี้ดีแล้วเหรอครับ” เลโอนาร์ด ถามอย่างใจเย็น ก่อนจะวางถ้วยกาแฟลงบนถาดรองอย่างแผ่วเบา
              “ไม่เป็นไร ในเมื่อเขารู้แล้วว่าผมมีพลังจักรวาลไม่ช้าเขาจะต้องทำการอะไรซักอย่างเป็นแน่” แม็กซ์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นตามประสบการณ์นักสืบที่นานกว่าห้าปี “เฮ้...ดูสิ” แม็กซ์เรียกให้อาจารย์หนุ่มสนใจ
              เลโอนาร์ด จำใจมองภาพกลับหัวนั้นอย่างหยาบ ๆ โดยไม่เต็มใจเท่าใดนัก “ดูสิ เห็นอะไรไหม” ในขณะที่ แม็กซ์มองสีหน้าของชายในภาพนั้น เกร็งเก็บความเจ็บปวดเอาไว้ ก่อนที่ชายหัวโล้นในภาพจะเคลื่อนตัวไปหยิบอะไรบางอย่างจากตู้ที่อยู่ปลายเตียงก่อนที่เขาจะหยิบมันใส่ปาก แล้วเดินไปยังโต๊ะคอมพิวเตอร์อีกมุมหนึ่งของห้อง “นี่ไง ผมว่าเขาคงจะติดต่อใครบางคนเป็นแน่ น่าเสียดายไม่รู้ว่าเขาคุยอะไร”
              “คุณช่วยเล่าเกี่ยวกับชายคนนี้ได้ไหมครับ?” แม็กซ์ถามขึ้น
              “เกี่ยวกับมาร์คนะเหรอ” เลโอนาร์ดมองหน้า นักสืบหนุ่ม ในขณะที่เขาพยักหน้าฟังอย่างตั้งใจ
              “ก็ได้ครับ เท่าที่ทราบเขาถนัดไฟฟ้า หรือจักระจุดที่หก จุดกลางหน้าผากครับ เขาใช้ได้ดีมาก แต่จักระส่วนอื่นผมก็ไม่แน่ชัดครับ”
              “ทำไมล่ะ คุณก็ดูออร่าเขาได้นี่” แม็กซ์ถามกลับ
              “ไม่ได้ครับ” เลโอนาร์ดปฏิเสธ ทำให้แม็กซ์ทำหน้าสงสัย “เขาสวมสูทนาโนครับ แว่นเกอร์เลียนไม่สามารถมองทะลุเข้าไปได้ครับ”
              “อืม อย่างนี้นี่เอง”
              “แล้วก็ สิ่งที่น่าสนใจอีกหนึ่งก็คือ เขาปล่อยพลังจักรวาลได้เพียงแขนซ้ายเพียงข้างเดียวเท่านั้น ที่เขาเรียกว่า ดัมมี่จักระ”
              “ดัมมี่จักระ อย่างนั้นเหรอ” แม็กซ์อุทาน เขาไม่เคยได้ยินมันมาก่อน “มีของแบบนี้ด้วยเหรอ” เขาถามกลับ
              “ผมไม่แน่ใจครับ ผมไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ เพียงแต่ได้ยินมาเท่านั้นเอง”
    “อ้าว! แล้วคุณได้ยินมาจากไหนล่ะ” แม็กซ์ถามกลับ
              เลโอนาร์ดอ้ำอึ้งลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป “ก็เขาบอกเองครับ”
              “อย่างนั้นเหรอ แต่ดูท่าทางจะต้องมีคนอยู่เบื้องหลังแต่ลักษณะท่าทางแบบนี้เขาไม่น่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้เลย ห้องก็แสนจะธรรมดาไม่มีอุปกรณ์เกี่ยววิทยาศาสตร์หุ่นยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์แปลก ๆ อย่างที่นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องเขาทำกัน”
              แม็กซ์เพ่งมองแต่ภาพเคลื่อนไหวที่ชายในภาพนั้นแทบไม่เคลื่อนไหวเลย เขาชักเบื่อกับกับการคอยดูแบบนี้ขึ้นมา ที่นานกว่าสิบนาที โดยไม่ขยับเหมือนชีวิตที่แสนน่าเบื่อ
              “ผมว่ามาร์คเขาไม่น่าจะเข้าข่ายคนที่จะมาทำให้เกิดสภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระจายเต็มท้องฟ้านั่นหรอกนะครับ” เลโอนาร์ดเริ่มเบื่อกับร้านหลังจากจิบกาแฟทีละน้อยจนกาแฟเหลือเพียงค่อนถ้วยแล้ว หากเขานึกถึงมาร์คในเหตุการณ์วันนั้นที่เขาบาดเจ็บหนัก ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่แม็กซ์กล่าวว่าเขาหยิบบางอย่างขึ้นมากิน แล้วก็ไม่ยอมออกจากห้องเลยแม้แต่ก้าวเดียวคงเป็นเพราะว่าเขาคงบาดเจ็บอยู่เป็นแน่ อาจารย์หนุ่มคาดเดาว่ามาร์คจึงไม่น่าจะใช้พลังจักรวาลได้พักใหญ่เลยทีเดียว
              “ไม่หรอกน่า” แม็กซ์ยืนกราน “หรือว่าเขาไม่รู้จักพลังจักรวาล”
              “นี่คุณ” เลโอนาร์ดท้วง “ผมเพิ่งมาอยู่ดาวดวงนี้นะครับ”
              “อ้าว ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไม่มีพลังจักรวาลจริง ๆ นะสิ” แม็กซ์เริ่มขึ้นเสียง เขาเริ่มหัวเสียขึ้นมาว่าจะต้องมองชายในภาพอย่างเสียเวลาโดยใช่เหตุ
              “คุณแม็กซ์ครับ” เลโอนาร์ดย้อนทันที “ผมไม่ได้โกหกหรอกนะครับ เขาใช้พลังจักรวาลจริง ๆ แต่เขามีหรือไม่มีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ”
              “โอเค...โอเค ก็ได้ เพราะดัมมี่จักระสินะ” น้ำเสียงแม็กซ์ใจเย็นลง “เขามีมันก็ใช่ว่าจะใช้พลังแห่งหินก็เป็นได้”
              ชายหนุ่มทั้งสองเงียบพลางมองหน้าราวกับใจคิดบางอย่างที่เหมือนกัน “พลังแห่งหิน!!” ทั้งสองอุทานแทบจะพร้อมกัน
              “ไปกันเถอะ” แม็กซ์พูดเหมือนคิดอะไรบางอย่างออกมาพลางลุกอย่างร้อนรน ทำให้อาจารย์แทบจะลุกตามไม่ทัน หากนักสืบหนุ่มถึงเครื่องสัญญาณออกจากโต๊ะอย่างคล่องแคล่วใส่กระเป๋าเสื้อ ก่อนจะเดินออกจากร้านทันที
              “นี่คุณแม็กซ์” เลโอนาร์ดเดินตามแทบไม่ทันเรียก
              “เรียกแม็กซ์เฉย ๆ ก็ได้” นักสืบหนุ่มท้วงอย่างเป็นมิตรก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกมาจากร้านกาแฟ
              “คุณคิดอย่างไรล่ะ” เลโอนาร์ดถามอยากรู้
              “ก็คิดเหมือนคุณนั่นแหละ” แม็กซ์ ตอบพร้อมกับเดินสวนทางกับผู้คนที่เดินผ่านประตู
              “อืม...” เลโอนาร์ดเงียบ แต่เมื่อเห็นนักสืบหนุ่มคนนั้นเดินรีบเร่งราวกับมีธุระนำเขาออกไป จึงถามขึ้น “นี่ แม็กซ์ คุณจะไปไหน?”
              “ตามมาเถอะ ผมคิดอะไรออกแล้ว”

    ตอนที่ 4 ซ้อนแผนอีกที

    ตอน ซ้อนแผนอีกที
     
              แสงสว่างจ้าส่องสว่างทั่วจอคอมพิวเตอร์ คนผู้มองเบือนหน้าหนีพริบตาแสงนั้นหายไปก่อนภาพหลงเหลือแต่จออันดำมืดแทน มาร์คร้อนรนไม่น้อย อดรีนารีนขึ้นสูงจากความกลัวจนแขนซ้ายกระตุกขึ้นมาราวถูกไฟฟ้าช๊อต ภาพตรงหน้าทำให้เขาลืมข้อห้ามของแม้คานีเรีย หรืออุสตาร์หัวหน้าพยาบาลจะกำชับว่าให้สงบสติอารมณ์ไว้
              ทว่าแขนข้างนี้กระตุกแรงขึ้นจนไม่สามารถควบคุมบังคับหรือหยิบจับได้ อีกทั้งความเจ็บปวดเหมือนเส้นเลือดภายในแขนซ้ายกำลังจะระเบิดออกมา สร้างความเจ็บปวดแก่ชายมาดเข้มเป็นอันมาก มาร์คพยายามกัดฟันเก็บอาการปวดเอาไว้พร้อมเดินไปยังปลายเตียง ส่วนแขนที่ปวดหดเกร็ง
              มาร์คนึกถึงเมื่อสองวันก่อนขึ้นมา ช่างสร้างความเจ็บแค้นให้แก่เขาเป็นอันมาก แต่ทว่าเป็นผลร้ายความเคียดแค้นของเขากลับย้ำความเจ็บปวดทวีขึ้นจนร่างทั้งร่างของชายร่างสูงกำยำร้อนลุ่มขึ้นมาในทันที
              แม้คานีเรียผู้ตรวจจะพูดว่าไม่เป็นอะไรมาก คงเกิดจากกระแสไฟฟ้าที่ดัมมี่จักระสร้างนั้นไม่คงที่จึงปล่อยพลังงานออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จนกลายเป็นผลร้ายแก่ตนเอง อย่างไรก็ดีจักระจุดที่หกที่มีไมโครชิบฝังไว้กลางสมองนั้นไม่ทำอันตรายแก่สมองของเขา แต่กลับเป็นจุดที่ปล่อยพลังที่อยู่กลางฝ่ามือ มันพยายามจะปล่อยออกมาจนสายส่งสัญญาณภายในแขนนั้นขยายตัวขึ้นมา
              มาร์คพยายามหายใจให้ยาวขึ้นเพื่อรับออกซิเจน และก้าวย่างยังปลายเตียงมีตู้เหล็กเล็ก ๆ ตู้หนึ่งบนตู้มีขวดแก้วใส่น้ำหนึ่งขวดฝังลงไปในเครื่องทำความเย็นสีขาวขนาดเล็ก เจ้าของห้องเลื่อนลิ้นชักออกมา เดินไปถึงตู้เหล็กเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่หลายเตียงเขาย่อตัวดึงลิ้นชักออกมา หยิบกล่องพลาสติกสีขาวเล็ก ๆ ขึ้นมา ก่อนจะเทมันลงบนตู้ เป็นยาแก้ปวดสีขาวธรรมดาหลายสิบเม็ด ด้วยมือข้างขวาสั่นระริกจากความเจ็บปวดจนเหงื่อผูดขึ้นทั่วกายจนชุ่มไปหมด
              มาร์คพยายามหยิบยาสองเม็ดใส่ปาก ก่อนจะดึงขวดน้ำจากฐานสร้างความเย็นที่ตั้งอยู่เหนือตู้ยกขึ้นมาดื่มตามทันที
              “จะปวดไปถึงเมื่อไหร่” มาร์คอุทาน เห็นว่าเมื่อสองวันก่อนคานีเรียได้ฉีดยาแก้ปวดให้ไปแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้นเลย
              มาร์คเริ่มผ่อนคลายแต่ของชายที่เขาจับตาอยู่นั้นเข้ามาในความคิด เขาไม่อาจปล่อยชายคนนี้ไว้ จะต้องรู้ว่าชายคนนี้เป็นกันแน่ มาร์คตั้งสติเดินด้วยท่าทางที่อิดโรยไปยังโต๊ะคอมพิวเตอร์อีกครั้ง เขาติดต่อไปยังเจฟเฟอร์สันทันที
              มาร์คพยายามนึกถึงภาพสุดท้ายก่อนหุ่นยนต์แมลงวันจะถูกยิง สภาพแวดล้อมที่เป็นพื้นหญ้ามีลำธาร สะพานโค้งได้ดี จึงรู้ว่าชายคนนั้นอยู่ในตำแหน่งใด
              “มีอะไร” เจฟเฟอร์สันรับ
              “ดูนี่สิ” มาร์คพูด ขณะที่กลางจอคอมพิวเตอร์แสดงข้อความว่า ‘Sound only’ ผู้ถามพูดพร้อมกับส่งภาพเคลื่อนไหวที่หุ่นยนต์แมลงนั้นจับไปให้ผู้สร้าง
              เจฟเฟอร์สันรับไฟล์วีดิโอที่โหลดสู่โทรศัพท์มือถือนั้น เขาเปิดดูทันที ภาพที่เห็นทำให้เขาตกใจเล็กน้อย เข้าใจเรื่องราวในภาพดี
              “เขาอยู่กลางผา หึ...” เจฟเฟอร์สันพูด กับมาร์คต่อพลาง ยิ้ม “เข้าใจแล้ว เอาล่ะตอนนี้แกอยู่ในช่วงพักฟื้น ไม่ต้องทำอะไรทางนี้ผมจัดการเอง”
              มาร์คที่ฟังอยู่ดูเหมือนเจฟเฟอร์สันจะคิดอะไรออก ด้วยน้ำเสียงสุขุมเยือกเย็นแบบนั้น ทำให้เขาสบายใจลง รวมถึงอาการปวดค่อยทุเลาลง
              “แค่นี้นะ พวกนี้ไม่ธรรมดา เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับหุ่นยนต์ของผม” เจฟเฟอร์สันกล่าวต่อพร้อมปิดโทรศัพท์ทันที
             
              ภายในห้องทำงานกลางห้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กวางบนพื้นและมือกลสำหรับเขียนวงจรอันซับซ้อนพับเก็บแนบมุมห้อง อีกทั้งเศษเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายเกลื่อนเต็มโต๊ะจนไม่รู้ว่าชิ้นใดเป็นชิ้นใด ถัดกันนั้นเจฟเฟอร์สันโอนถ่ายวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือลงคอมพิวเตอร์เปิดดูวีดีโออีกครั้งให้แน่ชัดว่าชายในภาพนั้นคือใครอยู่ในตำแหน่งใด
              เจฟเฟอร์สันหยุดไปยังภาพสุดท้ายที่เข้ามา ชายในภาพนั้นผิวคล้ำในเสื้อกั๊กสีดำ สบตามองมายังกล้องอย่างเห็นได้ชัด แม้นักพัฒนาหุ่นยนต์จะไม่ทราบว่าเขาคือใคร แต่พลังที่เห็นนั้นคล้ายกับมาร์ค เพียงแต่เล็กมาจนเห็นเป็นเพียงจุดขาว ๆ เท่านั้นเอง
              เจฟเฟอร์สันมองลวดลายของขอบสะพานและหญ้าเงาต้นไม้และลำธาร ทำให้ทราบได้ทันทีว่าเขาอยู่กลางหุบผา คราวนี้เขาพิจารณามองฉากหลังพอเห็นตัว ซี-อาร์-อี เรืองแสงสีขาวกระพริบหากตัวอักษรถูกบังด้วยชายคนในภาพ
              “ใช่แล้ว ครีเอทีพ (Creative) ร้านครีเอทีพที่ขายเครื่องดนตรีนี่” เจฟเฟอร์สันพึมพำ แสดงว่าเขาอยู่ไม่ไกลจากร้านเวอร์โกมากนัก เมื่อเจฟเฟอร์สันทราบถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว ในฐานะเขาเป็นนักพัฒนาหุ่นยนต์ แล้วในเมืองนี้หุ่นยนต์แทบทุกชนิดชายคนนี้เคยผ่านตามาหมดแล้ว
              เจฟเฟอร์สันนึกภาพหุ่นยนต์ดูแลต้นไม้ มันคอยมองตรวจตราผู้คนที่เข้าใกล้ต้นไม้อันมีค่าสำหรับดาวดวงนี้ ทำเขาให้นึกถึงหุ่นยนต์ที่ชื่อ ‘ฮาโล’ หุ่นยนต์ดูแลต้นไม้แทบทุกต้นในเมืองนี้
              เจฟเฟอร์สันจัดการคีย์ข้อมูลเชื่อยังหุ่นยนต์ที่อยู่บริเวณนั้นทันที ไม่กี่นาที เขาก็สามารถบังคับหุ่นยนต์ ตัวนั้นได้
              หุ่นยนต์ล้อตีนตะขาบเคลื่อนตัวบนหญ้าอย่างนุ่มเนียน ถูกบังคับโดยนักพัฒนาหุ่นยนต์ จากนั้นผู้สร้างดาว์นโหลดข้อมูลของมันที่เก็บได้เมื่อครู่ทันที จอภาพเคลื่อนไหวที่ได้เคลื่อนไหวอย่างไม่รู้ทิศทางได้ แต่ผู้ควบคุมพยายามมองมัน กระทั่งเห็นชายต้องสงสัยในชุดเดียวกัน ปล่อยพลังจักรวาลเป็นแสงสีขาวยิงทำลายเป้าหมายอย่างแม่นยำ
              เจฟเฟอร์สันมองอย่างพินิจว่าชายที่หมายปองคือคนนี้แน่ ๆ แล้วชายผิวคล้ำเดินกลับย้อนกลับมาอีกครั้ง ทว่าสิ่งที่มาหานั้นเป็น สุนัขหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง
              รูปร่างแบบนี้ทำให้ผู้สร้างหุ่นยนต์ประหลาดใจว่าหุ่นยนต์สุนัขตัวนั้นเคลื่อนไหวนุ่มนวลราวกับสิ่งมีชีวิต นับว่าเป็นเทคโนโลยีอันทันสมัยทีเดียว แต่เขาต้องตกใจอีกครั้งเมื่ออีกชายที่ตามมาก็คือ เลโอนาร์ดนั่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายสองคนนั้นสมรู้ร่วมคิดกัน
    December 23

    ตอนที่ 3 แผนซ้อนแผน

    ตอน แผนซ้อนแผน
     
              ยามสายพระอาทิตย์เคลื่อนตัวสูงขึ้นทุกขณะพร้อมกับความสดชื่นของทุกชีวิตบนดาวดวงนี้ ซ้ายมือไกลออกไปยังกลางหุบผาสนามหญ้าสีเขียวสดทอดตัวยาวออกไปดูสดชื่น อีกทั้งต้นสนสูงใหญ่ดูร่มรื่นข้างลำธารดูรื่นรมย์ แม้เมืองนี้จะไม่มีฤดูกาลเหมือนสภาพอากาศภายนอกโดมแต่อากาศกลับไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไปจากเครื่องทำความร้อนขนาดยักษ์ที่ช่วยปรับอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ จนผู้คนต่างชาชินกับมัน
              บาทวิถีสีเทากว้างกว่าห้าเมตรทอดแนวยาวออกไปนับกิโล เลโอนาร์ดกับแม็กซ์เดินปะปนผู้คน ณ หุบผาฝั่งตะวันตกโดยอาจารย์จำใจมาโดยคำเชื้อเชิญของแม็กซ์นักสืบหนุ่มทั้งคู่ต่างเดินสวนทางกับผู้คนตามบาทวิถีบ้างก็เดินออกจากร้านด้านขวามือที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าร้านอาหารหลากรส แม็กซ์ที่มาเป็นครั้งแรกมองไปรอบ ๆ บ้างก็มองเข้าไปยังร้านอาหารและเครื่องดื่มชวนลิ้มลอง เขาพยายามเก็บข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่ทัศนีย์ภาพ หุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวเชื้อเชิญอยู่หน้าร้าน หุ่นบางรุ่นเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน บางตัวสีขาวนวลดูสบายตา ในใจหวังว่าคงเป็นแค่หุ่นยนต์ธรรมดาที่สร้างสีสันแก่ร้านเท่านั้น
              “ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองนี้จะมีผู้คนเยอะแยะปานนี้” แม็กซ์ที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรกกล่าวพลางกวาดตาไปรอบ ๆ
              “ครับ น่าอยู่ทีเดียว” เลโอนาร์ดคล้อยตาม หากเจ้าตัวไม่ใส่ใจร้านค้าข้างทางนัก
              “เอ่อนี่ คุณไม่สงสัยเหรอว่า ทำไมผมถึงปิดบังเธอ” แม็กซ์ลองใจถาม
              “ก็คุณเป็นนักสืบไม่ใช่เหรอครับ บางเรื่องต้องปิดบังเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ใช่ไหมล่ะ” เลโอนาร์ดตอบทันที เหมือนรู้วัตถุประสงค์ของชายคนนี้ ชายที่ตั้งคำถามเห็นพ้องด้วยดูเหมือนว่าอาจารย์คนนี้ช่างเข้าใจอะไรง่าย ๆ ดีแท้
              “แต่ผมไม่ปิดบังคุณ” แม็กซ์แกล้งถามอีกครั้ง ทำให้เลโอนาร์ดหยุดทันที
              เลโอนาร์ดมองหน้านักสืบหนุ่มก่อนจะทำด้วยท่าทีสงสัยว่า “ทำไม?”
              “บางทีเราต้องร่วมงานกันนะสิ ผมถึงได้ชวนคุณมายังไงล่ะ” แม็กซ์ตอบ
              “แล้วทำไมคุณถึงไว้ใจผมล่ะครับ?” เลโอนาร์ดย้อน
              “ก็คุณเบเนตโตบอกผมมา” แม็กซ์ตอบทันที
              “เบเนตโต?” เลโอนาร์ดงงเล็กน้อย หากเขาและชายผู้รอบรู้คนนั้นเพิ่งรู้จักกันเท่านั้นเอง “ถ้าคุณเชื่อใจ คุณเบเนตโตอย่างนั้นล่ะก็ แสดงว่าคุณรู้จักคุณเบเนตโตเป็นอย่างดีแล้วสินะครับ”
              “ใช่ครับ ผมได้ยินชื่อเขามานานจนใคร ๆ ก็ต้องเชื่อเขา สายตาของคุณเบเนตโตที่เคยพบกับผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งหลากเชื้อชาติและศาสนา มีหรือจะมองดูคนอย่างคุณไม่ออกเลยหรือครับ” แม็กซ์เดินเอี้ยวหลบตัวชายคนสูงคนหนึ่ง ในขณะที่เลโอนาร์ดเดินแลมา เหมือนจะข้องใจเล็กน้อย “แล้วเขาก็กล่าวถึงคุณว่า คุณมาปรึกษาเขาบ่อย ๆ แล้วเขาก็บอกต่อไปว่า คุณเป็นคนดีเชื่อใจได้ครับ” คำพูดของเขาทำให้เลโอนาร์ดยิ้มปริ่ม หากในใจเขาดีใจไม่น้อย แต่ในห้วงคำนึงของอาจารย์กลับหัวเราะในใจที่นักสืบหนุ่มนั้นอาจไม่ทราบว่า อาจารย์สาวที่พบในห้องพักนั่น กลับเป็นหลานสาวเพื่อนสนิทที่คุณเบเนตโตไว้ใจได้
              เลโอนาร์ดเดินนำด้วยท่าทางเงียบเหมือนคิดอะไรบางอย่าง แล้วเขาก็ตัดสินใจพูดขึ้นว่า “ผมไม่ขอเข้าไปในร้านนะครับ” ผู้พูดเห็นว่า มาร์คคงไม่อยากพบเขาเป็นแน่
              “อืม...ก็ได้ครับ ในห้องคุณเคยพูดว่าพลังเขาพอ ๆ กับคุณเลย แสดงว่าคุณทั้งสองคงไม่กินเส้นกันหรือครับ” แม็กซ์ตอบแบบคาดเดา
              “จะว่าอย่างนั้นก็ได้” เลโอนาร์ดตอบ หากเก็บความพฤติกรรมของมาร์คไว้ในใจ
              คำพูดของเลโอนาร์ดคงมีเรื่องบางอย่างที่ปิดบังอยู่ แม้นักสืบหนุ่มจะข้องใจเล็กน้อยแต่เขาไม่เอ่ยทำถามว่า ทำไม? ออกมา
              กระทั่งสามร้านถัดไปเป็นก็ถึงร้านเวอร์โก ร้านที่มาร์คเป็นเจ้าของอยู่ เลโอนาร์ดหยุดเดิน เขาบอกกับนักสืบหนุ่มทันที ก่อนที่นักสืบหนุ่มเดินเข้าร้านเพียงลำพังทิ้งให้อาจารย์หนุ่มยืนรอตามคำสั่ง ระหว่างที่รอ อาจารย์หนุ่มมองเข้าไปในร้านหนึ่งเป็นร้านคุกกี้ส่งกลิ่นหอมฉุยชวนลิ้มลองชายหนุ่มเป็นยิ่งนักจึงตัดสินใจแวะเข้าไป หวังว่าจะซื้อสักกล่อง
              แม็กซ์นักสืบหนุ่มผิวคล้ำเดินเข้ามาในร้านโดยไม่สนใจสิ่งของรอบข้าง ทั้งกล้องสวยงามภายในตู้สองข้าง กลางร้านแสดงกล้องดูดาวตัวใหญ่สีขาวและอุปกรณ์รุ่นใหม่อันสวยหรูและทันสมัย เขาเดินตรงไปยังเคาร์นเตอร์ทันที เมื่อพบกับพนักงานสาวหน้าตาดีเพียงสองคนในร้านเท่านั้น
              “สวัสดีครับ” แม็กซ์กล่าวทันที ก่อนจะทำทีหาซื้อกล้องดูดาวเขาเหลือบมองกล่องพลาสติกสีเขียวแสดงรูปกล้องดูดาวรุ่นหนึ่งข้างกล่องปรากฏตัวอักษรสีขาวแสดงรุ่นว่า TB 2125 “คุณรู้จัก กล้องดูดาวรุ่น TB 525 ไหมครับ?” เขาปดออกมา ทำให้พนักงานสาวทั้งสองมองหน้ากันว่ามีกล้องดูดาวรุ่นนี้ด้วยเหรอ
              แม็กซ์เห็นดังนั้นเขาพูดต่อทันที “อ้อ มันเป็นรุ่นเก่านะครับ เมื่อราว ๆ” แม็กซ์นึกพร้อมมองไปรอบ ๆ เขามองจอภาพติดกำแพงขนาดยักษ์เบื้องหลังพนักงานทั้งสองอีกทั้งทัศนีย์ภาพการจัดตกแต่งร้านว่าร้านนี้เป็นร้านค่อนข้างใหม่ทีเดียว “เมื่อประมาณ ห้าสิบนะครับ เอ...หรือเก่ากว่านั้นก็ได้นะครับ”
              “ค่ะ” พนักงานสาวคนหนึ่งยิ้มรับ “อ๋อ รุ่นเก่าประมาณห้าสิบปี คงไม่มีขายแล้วมั้งคะ?” เธอกล่าวอย่างเป็นกันเอง “แต่ว่ากล้องรุ่นใหม่นี่สิ ประสิทธิภาพสูงกว่ากล้องรุ่นเก่าเป็นไหน ๆ เลยนะคะ” เธอชักชวน
              “ไม่ได้สิ” แม็กซ์ทำทีท้วง “กล้องรุ่นนั้นเป็นของคุณตาผมนะครับ ท่านรักมันมาก โชคร้ายผมทำัมันพังซะแล้วน่าเสียดายจัง” แม็กซ์แสร้งทำหน้าเศร้าเสียดาย ทำให้พนักงานสาวทั้งสองต่างแสดงสีหน้าหดหู่ตาม “อ้อ คุณรู้จัก มาร์คใช่ไหมครับ” แม็กซ์แสร้งพร้อมท่าทางมีความหวัง
              “มาร์ค หรือคะ” พนักงานสาวคนหนึ่งอุทาน ทำให้เธอนึกถึงชายเจ้าของร้านศีรษะโล้นขึ้นมาทันที
              “ครับ มาร์คผมคิดว่าเขาคงพอจะทราบนะครับ” แม็กซ์ตอบเหมือนมีความหวัง
              “ค่ะ แต่...” พนักงานสาวคนหนึ่งลูบตาลง เมื่อนึกถึงสีหน้าเข้มของเจ้าของร้านที่เขาสั่งกำชับว่าหากใครมาถามหาเขาให้บอกว่าไม่อยู่ “แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ค่ะ”
              สายตาที่เธอหลบให้นั้นทำให้นักสืบหนุ่มสงสัย “อ้ออย่างนั้นเหรอครับ” นักสืบหนุ่มแสร้งทำเสียดายเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ถ้างั้น...วันหลังค่อยมาใหม่ก็แล้วกันครับ” ว่าแล้วนักสืบหนุ่มเดินกลับออกจากร้านทันที ด้วยท่าทีรีบเร่งเหมือนมีธุระด่วนขึ้นมา ทิ้งความเสียดายแก่พนักงานสาวเป็นยิ่งนัก
     
              “เฮอะ! ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร วันหลังค่อยมาใหม่ก็แล้วกัน” มาร์คพูดเลียนแบบ เมื่อดูภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดผ่านคอมพิวเตอร์และไมโครโฟนที่ซ่อนอยู่ใกล้ ๆ นั้นได้ยินชัดเจน
              “TB 525 รุ่นนี้มีซะที่ไหน มันเริ่มจาก TB 1000 ต่างหาก” มาร์คอุทาน พร้อมข้องใจเล็กน้อย เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินมายังหน้าต่างปิดกระจกสะท้อนแสงจนบุคคลภายนอกไม่สามารถมองด้านในได้ มาร์คชะเง้อมองชายแปลกหน้าในชุดดำขลับมันที่กำลังเดินออกจากร้านไป ทว่าแม็กซ์หยุดตรงหน้าร้านก่อนจะแหงนหน้ามองชั้นสองของร้านอย่างสงสัย มาร์คตกใจเบี่ยงตัวหลบจากหน้าต่างทันที ชั่วอึดใจมาร์คยืนหลังกำแพงค่อย ๆ เอียงตัวลอบมองหน้าต่างลงไปอีกครั้ง เมื่อเห็นชายต้องสงสัยเดินจากไป
              ด้วยความสงสัยของมาร์ค เขาจำเป็นต้องใช้ หุ่นยนต์สปายของเจฟเฟอร์สันซะแล้ว ว่าแล้ว แม็กรีบเดินไปเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะคอมพิวเตอร์ขึ้นมาอย่างเร็ว คว้ากล่องสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใบหนึ่งขึ้นมาเปิดมันทันที ข้างในมีหุ่นยนต์ขนาดแมลงขนาดหนึ่งเซนติเมตร ฝังลงช่องเล็ก ๆ อีกทั้ง เครื่องควบคุมขนาดเล็ก
              มาร์คเปิดสัญญาณ พร้อมกับเปิดโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ เครื่องควบคุมขนาดเล็กส่งไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อแสดงผลกล้องที่ติดตัวแมลงได้ขัดเจน  มาร์คอุปกรณ์คร่าว ๆ ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา มาร์คแง้มหน้าต่างออกเล็กน้อยก่อนส่งหุ่นยนต์แมลงวันขนาดหนึ่งเซนติเมตร มันบินราวกับสิ่งมีชีวิตที่ได้รับอิสรเสรี
              มาร์ครีบไปยังโต๊ะประจำตัวทันทีเพื่อควบคุมมัน ภาพเคลื่อนไหวในมุมสูงเผยหลังผู้เสื้อกั๊กสีดำ มาร์คเห็นเป้าหมายจึงบินเข้าไปใกล้ ในระยะสามเมตรเป้าหมายกลับหยุดกะทันหัน
              ภายใต้ถุงสีดำข้างขวาของแม็กซ์สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือน รู้ดีกว่ามีข้อความบางอย่างส่งเข้ามา แม็กซ์ล้วงเข้าหูฟังเข้าตรงกระเป๋าอกด้านซ้ายขึ้นมาเกี่ยว
              “มีหุ่นยนต์ขนาดเล็กประมาณหนึ่งเซนติเมตรติดตามคุณไป” เป็นเสียงแปร่งกระด้างดั่งหุ่นยนต์
              “เข้าใจแล้ว” นักสืบหนุ่มตอบสั้น ๆ เมื่อเจอเหตุการณ์นี้เกรงว่าหุ่นยนต์จิ๋วจะดักฟัง ว่าแล้วชายหนุ่มตัดสินใจล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกางมันออก กดรหัสประจำตัว ก่อนที่จะกดส่งข้อความอย่างคล่องแคล่วก่อนจะยัดมันเข้าที่เดิม
              ทันทีที่นักสืบหนุ่มเดินผ่านร้านขายคุกกี้ เลโอนาร์ดเลือกซื้อคุกกี้ภายในร้านสังเกตเห็นเข้าจึงตามแม็กซ์ทันที ทิ้งความอยากและกลิ่นหอมหวนไว้เบื้องหลัง เลโอนาร์ดเดินไปหาเบียดผู้คนที่เข้ามาร้าน สายตาของอาจารย์หนุ่มมองเขาไม่ให้คลาด แต่แม็กซ์กลับเดินห่างออกไปทุกที ทำให้อาจารย์หนุ่มรู้สึกว่าชายคนนี้เอาแต่ใจตัวเองยิ่ง แต่เขาก็พยายามเดินเบียดผู้คนเฉี่ยวชนจนหลายสบตามองอย่างเคือง ๆ
              ทันทีที่เลโอนาร์ดเข้าใกล้นักสืบ กลับต้องหยุดเมื่อมีบางสิ่งฉุดขาเอาไว้ เลโอนาร์ดเหลือบมองต่ำลง เห็นสุนัขหุ่นยนต์สีขาวนวลใช้ปากคาบดึงขอบกางเกงเอาไว้ ทำให้อาจารย์หนุ่มแปลกใจ หน้ากากส่วนหัวของมันกาง เผยจอคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กทำให้ผู้มองแปลกใจย่อตัวดูใกล้ ๆ
              เลโอนาร์ดมองมันอย่างสงสัย กลับต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อข้อความนั้นปรากฏว่า ตอนนี้แม็กซ์กำลังถูกติดตาม เลโอนาร์ดเห็นดังนั้นก็เปลี่ยนสีหน้านิ่งปกติ ตามสแน็ปเปอร์ไป แม็กซ์ เลโอนาร์ดอ่านข้อความที่ปรากฏ ว่าแล้วจอคอมพิวเตอร์เลื่อนปิดลง
              หุ่นยนต์สุนัขหันกลับ พร้อมเลโอนาร์ดลุกยืน มันวิ่งเหยาะ ๆ นำอาจารย์หนุ่มเดินเร็วตามอยากรู้มันกำลังไปไหน ทว่ามันหยุดที่ร้านเวอร์โก ตามความคาดหมายของอาจารย์หนุ่ม
              เลโอนาร์ดลังเลเล็กน้อยเกรงว่ามาร์คที่จ้องจะจับผิดอาจรู้ตัว แต่หุ่นยนต์สุนัขแหงนหน้าขึ้นไป นัยน์ตาจับความร้อนของมันทำงาน พร้อมกับตรวจหาตำแหน่งที่เหมาะสม ชั่วอึดใจหน้ากากส่วนหัวของมันกางขึ้น พร้อมกับปืนลำกล้องขนาดเล็กมันเล็งไปยังหน้าต่างกล้องจิ๋วยิงออกไปติดกระจก ภายนอกกล้องเห็นเพียงก้อนยางสีเทาธรรมดาเท่านั้น
              จากนั้นมันวิ่งออกห่างพร้อมกับเลโอนาร์ดที่คอยตามมันไม่ห่างแม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการติดกล้องแอบมองเท่าไหร่
     
              แม็กซ์คาดการณ์ว่าเลโอนาร์ดคงพบกับสแน็ปเปอร์แล้ว เขาตัดสินใจเดินข้ามไปอีกฟากของผาโดยเห็นว่าอีกฟากหนึ่งเป็นแหล่งบันเทิงค่อนผู้คนมากกว่าในเขตนี้ แม้ว่าจะเป็นเวลาสิบนาฬิกาตามเวลาโลก นักสืบหนุ่มหยุดกลางสะพานที่ขั้นกลางหุบผากะทันหัน เมื่อเห็นว่าบริเวณนี้ไม่มีผู้คนเดินผ่าน เขารู้ดีว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง “ไม่เข้าถ้ำเสือหรือจะได้ลูกเสือ” แม็กซ์พึมพำ
              มาร์คที่ควบคุมหุ่นยนต์แมลงหยุดตาม อย่างสงสัย ทว่าชายชุดดำผิวคล้ำหันกลับมา ก่อนจะแหงนหน้าจ้องมองแมลงที่บินสูงขึ้นไปสามเมตร ทำเอามาร์คตกใจยิ่งที่ชายคนนั้นจ้องเขม็งมาแสยะยิ้มราวผู้ชนะ
              นักสืบหนุ่มชูนิ้วชี้ข้างขวาขึ้น ขณะที่มาร์คมองจอคอมพิวเตอร์อย่างสนใจ ปลายนิ้วชี้ปรากฏแสงสีขาวอมฟ้าลูกเล็ก
              “อะไรกัน! นี่มันพลังจักรวาล” มาร์คสบถเมื่อเห็นแสงนั่น

    ตอนที่ 2 สาเหตุของนักสืบหนุ่ม

    ตอน สาเหตุของนักสืบหนุ่ม
     
              “เชิญนั่งครับ” เลโอนาร์ดเจ้าของห้องกล่าวต้อนรับหากเจ้าตัวเดินไปยังโต๊ะของตัวเองก่อนจะวางโน้ตบุ๊กของตัวเองบนเก้าอี้อย่างนิ่มนวล แม็กซ์เดินไปยังโต๊ะสีเงินตัวใหญ่กลางห้องก่อนดึงเก้าอี้เหล็กที่ชิดอยู่ออกมานั่ง
              ห้องสีขาวสะอาดดูเรียบร้อยภายใต้แสงสีขาวจากดวงอาทิตย์ส่องลอดหน้าต่างมายังห้อง มีเพียงนักสืบหนุ่มกับอาจารย์หนุ่มเท่านั้น นักสืบหนุ่มที่เพิ่งมาดาวอังคารเป็นครั้งแรกมองผ่านโต๊ะของมาลิลีนออกไปยังนอกหน้าต่างบานใหญ่ ก็ทราบได้ดีว่าเมืองนี้ใหญ่ไม่ใช่น้อยเมื่อความสูงของผาทั้งสองข้างกับร้านค้าบ้านและผู้คนเดินกันตามบาทวิถีพลุกพล่านอยู่เต็มไปหมด
              เลโอนาร์ดนั่งลงเก้าอี้ประจำตัวเห็นนักสืบหนุ่มนั่งนิ่งมองออกหน้าต่างมองทิวทัศน์เบื้องนอก ทำให้อาจารย์หนุ่มนึกถึงภาพที่มองออกไปเป็นครั้งแรกได้ดี “ถ้าคุณมาที่นี่เป็นครั้งแรกก็ คุณคงไม่ต่างจากผมนะครับ ว่าเมืองนี้น่าอยู่เพียงใด”
              “แต่ผมอยู่ที่นี่ไม่นานเท่าใดนักหรอก เพราะผมมาที่นี่เพราะงาน” แม็กซ์ผละจากทิวทัศน์นอกหน้าต่างหันมายังอาจารย์หนุ่มที่ตั้งใจฟัง “คุณพอจะทราบเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงดาวไหมครับ?”
              “แน่นอนครับ หรือเรียกอีกอย่างว่า ออโรร่า” เลโอนาร์ดเสริมทันที
              “แต่คุณรู้ไหมว่าทุกวันนี้มันมีมากขึ้นทุกที” แม็กซ์พูดต่อ ทันทีที่เขากล่าวจบเลโอนาร์ดมองหน้าอย่างสงสัย
              “อย่างนั้นเหรอครับ” เลโอนาร์ดสงสัยพลางใช้ความคิด เมื่อเขานึกถึงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาดูเหมือนจะไม่ใหญ่โตอะไรมากเมื่อสองวันก่อน ภาพที่ข่าวนำเสนอนั้นแสดงออโรร่าสีเขียวขาวกระจายอ่อน ๆ เต็มท้องฟ้า “อ๋อ...ใช่เคยได้ยินข่าวมาบ้างว่าแสงออโรร่ามันมากขึ้นจนทำรบกวนคลื่นวิทยุทำให้สัญญาณจากโลกถึงดาวอังคารนี้ขาดได้ขาดหายไป”
              “ใช่แล้วครับ” แม็กซ์ตอบ
              “แต่ก็ไม่เห็นแปลกนี่ครับ” แต่เลโอนาร์ดยังข้องใจไม่หาย
              “ไม่แปลกอย่างนั้นเหรอ” แม็กซ์ท้วงทันทีเมื่อเลโอนาร์ดทำหน้าเบ้ “ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เกิดการขัดข้องมาถึงยี่สิบแปดครั้ง หรือประมาณเดือนละสองครั้งเลยทีเดียว บางคนก็คิดว่าเป็นเพราะพายุสุริยะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ระบบคลื่นวิทยุหรือระบบถ่ายทอดผ่านดาวเทียมก็ติดขัด ระบบอินเตอร์เน็ตชะงักไป ตลอดจนโทรศัพท์จากโลกก็มีปัญหาอยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนบ่นกันไปทั่ว”
              “น่าตกใจอยู่เหมือนกันครับ แต่ว่าคุณมาปรึกษาผมทำไมเหรอครับ เพราะผมเป็นเพียงแค่อาจารย์สอนวิชาพลังจักรวาลเท่านั้น” เลโอนาร์ดสงสัยถามต่อ
              “ก็เรื่องออโรร่านี่แหละ” แม็กซ์เข้าประเด็นก่อนจะดึงหลังที่พิงพนักตั้งตรงกลับมาท้าวศอกแทนสีหน้าของเขาดูจริงจังยิ่งจนเลโอนาร์ดฟังอย่างตั้งใจ “ออโรร่าหรือแสงเหนือแสงใต้ที่ส่งผลกระทบต่อระบบสื่อสารของมนุษย์นับว่าเป็นเรื่องธรรมดาก็จริง แต่ออโรร่าบนดาวอังคารแห่งนี้กลับมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ขณะนี้จะไม่เข้มข้นจนสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่หากใช้คอมพิวเตอร์ตรวจวิเคราะห์ดู มันก็แผ่ขยายมากขึ้นจนสามารถครอบคลุมพื้นที่พอ ๆ ขั้วโลกเหนือเลยทีเดียว และอาจเป็นปัญหาใหญ่ต่อระบบสื่อสารในอนาคตก็เป็นได้ครับ”
              เลโอนาร์ดยังทำหน้าสงสัยอยู่
              “แล้วถ้าออโรร่านั้นเกิดจากพลังจักรวาลล่ะ” แม็กซ์เจาะลึกลงไป
              “แล้วไงครับ? มันก็เกิดจากพลังจักรวาลนี่ครับไม่เห็นแปลกเลย” เลโอนาร์ดถามยังสงสัย
              “ครับไม่แปลกถ้าเป็นฝีมือของธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นฝีมือของมนุษย์ล่ะ”
              “ไม่ ๆ เป็นไปไม่ได้” เลโอนาร์ดส่ายหน้าไม่เชื่อเด็ดขาดว่าใครจะมีพลังมากมายขนาดนั้นที่จะสร้างออร่าขนาดนั้นได้ “หึ...” เลโอนาร์ดทำทียิ้มเล็ก ๆ “คุณพูดเล่นหรือเปล่า คงไม่มีใครที่สร้างพลังจักรวาลขนาดนั้นได้หรอกครับ”
              “ขึ้นต้นว่ามนุษย์มักทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้เสมอนะครับ คุณเลโอนาร์ด ผมเป็นนักสืบนะครับ เจอเรื่องที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอใครจะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้” แม็กซ์สบตาเขาอย่างมั่นใจ ทำให้เลโอนาร์ดฉุกคิดถึงคริสโตเฟอร์ทันที
              “คริสโตเฟอร์” แม็กซ์กล่าวลอย ๆ ออกมาเหมือนรู้ความคิดของอาจารย์หนุ่ม “พลังจักรวาลเขามากทีเดียวใช่ไหมล่ะครับ หากปล่อยพลังจักรวาลออกมาจริง ๆ คุณและผมก็ต้านเขาไม่อยู่”
              “คุณรู้ได้ยังไง?!!” เลโอนาร์ดกล่าวอย่างตกใจ
              “ไม่เห็นยากเลย เด็กอายุสิบกว่าปีจะเรียนถึงชั้นปริญญาโทได้ ที่ดาวอังคารไม่มีใครไม่รู้จัก ผลพวงจากพลังจักรวาลเสริมสร้างพลังจิตและกระแสไฟฟ้าชั้นสูงของเขาไม่ธรรมดาเลยใช่ไหมครับคุณเลโอนาร์ด” แม็กซ์ย้อนถามอย่างใจเย็นคาดว่าอาจารย์ผู้สอนเคยปะทะพลังของเด็กคนนี้มาแล้วเป็นแน่
              “ครับ” เลโอนาร์ดตอบสั้น ๆ หากเขาไม่อยากเอ่ยถึงประสบเหตุการณ์อันขมขื่นของเด็กน้อยที่ผ่านมา คำพูดเกี่ยวกับบอลพลังจิตของแม็กซ์ทำให้เขานึกถึงบอลที่สูงกว่าสองเมตรถูกสร้างภายในไม่กี่วินาทีแล้วนั้น หากไม่เห็นกับตาตัวเองย่อมไม่มีทางเชื่ออย่างเด็ดขาด จากเหตุกาณ์ที่ทำให้ร้านทั้งร้านพังแทบไม่มีชิ้นดีภายในพริบตา แน่นอนว่าหากเรียกพลังออกมามากกว่านี้ย่อมทำได้เป็นแน่
              “คุณเลโอนาร์ด” แม็กซ์เรียกด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หากผู้ถูกเรียกไม่ตอบ “คุณเลโอนาร์ด” เขาเรียกอีกครั้งหากเสียงดังขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้ถูกเรียกใจลอย
              “ครับ” เลโอนาร์ดตอบกลับเมื่อหลุดจากภวังค์ “ว่าแต่คุณรู้ได้ยังไงว่าเด็กคนนั้นมีพลังสูงแถมคุณชนิดที่ว่าคุณก็เทียบเขาไม่ได้เลย”
              “หึ ไม่เห็นยากเลยนี่”
              ระหว่างที่ชายหนุ่มทั้งสองกำลังปรึกษากันนั้นประตูอัตโนมัติเปิดออกแสงสว่างกระทบหลังนักสืบหนุ่มทำให้เขาใช้หางตาแลข้ามไหล่ยังคนที่เข้ามา แสงเงารูปร่างอันสมส่วนอรชรเหมือนเป็นร่างหญิงสาวทำให้นักสืบหนุ่มลุกยืนแล้วมองเธออย่างเชยชม
              ทันทีที่เลโอนาร์ดจะกล่าวทัก แม็กซ์ชิงเอ่ยก่อน “ผมแม็กซ์ เอฟ ไอเดนท์ครับ” เขากล่าวอย่างสุภาพพร้อมกับยื่นมือขวามา “ผมเป็นเพื่อนของเลโอนาร์ดครับ” คำพูดแสดงความสนิทสนมทำให้เลโอนาร์ดไม่กล้าขัดหากใจเขาเคืองเล็กน้อย แต่ไม่แสดงอาการขัดขืนมากนัก
              มาลิลีนที่ยืนงงเล็กน้อย ส่งมือมาจับอย่างจริงใจ “อ้อค่ะ ดิฉันมาลิลีน ชูเมคเกอร์ค่ะ” เธอมองชายแปลกหน้าผิวคล้ำริมฝีปากหนาเล็กน้อยยิ้มรับราวกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานาน นัยน์ตาสีดำสนิทสบตาอย่างอิ่มเอิบ
              “นอกจากความสวยของคุณ ออร่าคุณก็ยังสวยอีกด้วย” แม็กซ์มองหน้าเธออย่างชื่นชมเมื่อหางตาเรียวงามงอนนัยน์สีน้ำตาลสดใสเป็นประกายของเธอสบตานักสืบหนุ่ม ทว่าอาจารย์สาวยืนนิ่งเหมือนตั้งตัวไม่ถูก แม็กซ์จึงหันคุยยังเลโอนาร์ดก่อนจะกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงอิ่มเอิบอันมีชีวิตชีวาเมื่อเห็นสาวสวยตรงหน้า “ไม่นึกเลยว่าเลโอนาร์ด นายจะมีเพื่อนสวยขนาดนี้ นี่ถ้ามองไม่เห็นด้วยตาตัวเองผมไม่เชื่อเลยนะว่าเรื่องที่นายคุยไว้เป็นเรื่องจริงสินะ” นักสืบหนุ่มพูดต่อทันที เพื่อรวบรัดตัดตอนทำทีตีสนิทจนเลโอนาร์ดเข้าไปขัดไม่ทัน
              “คุณมาลิลีน ชูเมคเกอร์ ผมเคยได้ยินชื่อคุณนานไม่นึกเลยว่าจะได้พบตัวจริง จะมีวัตถุจากฟากฟ้าใดจะรอดพ้นสายตาคุณไปได้”
              “เอ่อ ค่ะ...” มาลิลีนยิ้มแห้ง ๆ อ้ำอึ้งกับชายแปลกหน้า “อ้อ ฉันขอตัวเก็บโน้ตบุ๊กก่อนนะคะ”
              “อ้อขอโทษครับ” แม็กซ์ที่ยืนขวางทางเธอ ผละมือจากเธอก่อนจะหลีกทางให้เธอไป มาลิลีนเดินทางนักสืบหนุ่ม ปลายผมยาวปรกไหล่ที่ต่อมาสยายเป็นเงางามพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของเธอโชยเต๊ะจมูกนักสืบหนุ่มทำให้เขาสูดกลิ่นอันหอมหวนเข้าไปเต็มปอด พร้อมวิเคราะห์กลิ่นที่อันคุ้นเคย ภาพในความทรงจำก็ผุดขึ้นทันทีเป็นกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงที่เสียชีวิตคนหนึ่งในคดีที่เขาเคยทำ “สมเป็นนางฟ้าจากดาวอังคาร ไม่สิจากสรวงสวรรค์ แองเจิล พาราไดซ์”
              ทันทีที่เขากล่าวจบมาลิลีนหยุดนิ่งชั่วครู่ตรงหน้าโต๊ะของเลโอนาร์ดที่มองเธอไม่ปริปากเมื่อชายแปลกหน้าแค่สูดกลิ่นถึงกับเอ่ยชื่อน้ำหอมที่เธอใช้อย่างถูกต้อง แล้วเธอก็เดินตรงไปยังโต๊ะของเธอ แล้ววางโน้ตบุ๊กอย่างเบา ๆ ก่อนจะดึงเก้าอี้ที่ชิดกับโต๊ะออกมานั่งก่อนคอมพิวเตอร์กลางโต๊ะจะเปิดอ้าขึ้นมา
              “ออร่าของฉันเป็นยังไงคะ?” มาลิลีนถามขึ้นเมื่อเธอไม่เห็นชายคนนั้นสวมแว่นตาเกอร์เลียนเลยแต่กลับทราบถึงออร่า
              “การสัมผัส” แม็กซ์ตรองจากประสบการณ์ “สัมผัส ออร่าจากฝ่ามือของคุณ โดยเฉพาะกลางอุ้งมือของคุณนั้นอบอุ่นและเข้ากับจักระได้ทุกจุด มันเป็นจักระพื้นฐานแต่สำคัญยิ่ง จักระขาวบริสุทธิ์ จักระสีขาว แต่จากการความรู้สึกที่ผมสัมผัสได้นั้นไม่กี่วินาทีความรู้สึกนั้นก็หายไปแสดงว่าคุณฝึกมันประมาณหนึ่งอาทิตย์เท่านั้น” ข้อสันนิฐานของแม็กซ์นั้นถูกต้องทุกประการหากเธอเงียบไม่ตอบ แล้วนักสืบหนุ่มอธิบายต่อ “จักระสีขาวของคุณกับบุคลิกของคุณช่างเข้ากันจริง ๆ เลยนะครับ เข้มแข็งกระฉับกระเฉงมั่นใจในตัวเอง แต่แฝงด้วยความอ่อนโยน และจริงใจ และที่สำคัญการปกป้องและรักษาไม่มีสิ่งใดที่จะคู่ควรกับจักระสีขาว จักระแห่งการรักษาไปได้ รวมถึงนักเทหวัตถุวิทยาอย่างคุณแล้ว จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์จากอวกาศที่มักมีเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาสิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในตัวคุณใช่ไหมครับ คุณมาลิลีน ชูเมคเกอร์”
              เมื่อแม็กซ์อธิบายจบ เลโอนาร์ดที่ฟังอย่างตั้งใจนึกถึงภาพที่เขาพบกับนักสืบผู้นี้ยามอยู่ที่หน้าห้องเรียนที่เขาแอบขยับตัวชนคริสโตเฟอร์ “ถ้าอย่างนั้นที่คุณจงใจชนคริสโตเฟอร์ในตอนนั้นก็อยากลองสัมผัสออร่าของเขาใช่ไหมครับ คุณแม็กซ์”
              “นี่ เลโอนาร์ด เรียกแม็กซ์เฉย ๆ ก็ได้” นักสืบหนุ่มตัดพ้อ “มิน่า ผมถึงไม่อยากจะเป็นอาจารย์เท่าไหร่ชอบพูดเป็นทางการอยู่เรื่อย โดยเฉพาะท่าทางสุภาพเรียบร้อยแบบนั้นทำให้เราสองคนไม่ดูจะไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่เลยนะ”
              “แล้วคุณทำอาชีพอะไรล่ะ” มาลิลีนถามขึ้น
              “เขาเป็นนัก...” เลโอนาร์ดตอบแทน
              “ผมเป็นนักธุรกิจครับ” แม็กซ์พูดแทรกพร้อมเปล่งเสียงให้ดังขึ้นเพื่อกลบเสียงเลโอนาร์ด “ก็แค่ร้านเล็ก ๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์กีฬาน่ะครับ ผมเห็นว่าเมืองนี้ไม่ค่อยมีใครสนใจกีฬาสักเท่าไหร่ ต่างจากโลกมากทีเดียว ก็คิดว่าจะตั้งร้านนี้พร้อมกับสนามกีฬาเล็ก ๆ อย่างเทนนิส โบว์ลิง สักแห่งน่ะครับ” คำอธิบายของเขาทำให้เลโอนาร์ดไม่กล้าขัด หากฟังอย่างงุนงงว่าชายคนนี้มาไม้ไหนกันแน่
              “ก็ดีนะสิคะ แต่ว่าคุณเรียนวิชาพลังจักรวาลไปทำไม?” มาลิลีนถามต่อ
              “ก็วิชานี้มันสอดคล้องกับมนุษย์ยังไงล่ะ กีฬาก็มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ต้องใช้พลังจักรวาล กำลังกาย และเพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ร่างกายใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”
              “ใช่แล้วครับ” เลโอนาร์ดเห็นด้วย “บางทีมนุษย์ที่ไม่ได้ฝึกจะถูกใช้ไปโดยไม่รู้ตัว และถ้าหากฝึกพลังจักรวาลนี้จะช่วยให้ร่างกายบาดเจ็บน้อยลง ลดอุบัติเหตุจากกีฬาได้ครับ”
              “อ้อ แล้วคุณล่ะฝึกไปเพื่ออะไรครับ” แม็กซ์ถามกลับบ้าง
              “อืม...” มาลิลีนลังเล “เพราะอยากรู้มั้งค่ะ เมื่อเห็นคุณเลโอนาร์ดทำก็อยากจะลองฝึกดูก็เท่านั้นเอง”
              “อ้อ แสดงว่าเลโอนาร์ด นายเปิดจักระให้เธอนะสิ?” แม็กซ์มองหน้าอาจารย์หนุ่ม หากเขาไม่ตอบแสดงถึงยอมรับคำถามนั้น “แหมมาไม่ถึงเดือนนอกจากนักศึกษาในห้องแล้วก็มีหญิงสาวตรงหน้าอีกคน” คำพูดของแม็กซ์ทำให้เลโอนาร์ดรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที เหมือนเขาจะทราบประวัติของตัวเองมาบ้าง
              แม็กซ์ทำทีสอบสวนเขาต้องทราบว่าในเมืองนี้มีใครที่มีพลังจักรวาล แม็กซ์ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมายังโต๊ะเลโอนาร์ด ที่อาจารย์หนุ่มมองหน้าเมื่อเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนไป “เลโอนาร์ด” แม็กซ์ทำเสียงจริงจังจนผู้ถูกเรียกตั้งใจฟังคำถาม “นอกจากนักศึกษาที่คุณสอน คุณมาลิลีนแล้วยังมีใครที่ใช้พลังจักรวาลอีกไหมครับ?”
              “ครับ” เลโอนาร์ดตอบรับ “เท่าที่ผมทราบ ก็คือมาร์ค ก็ใช้พลังจักรวาลได้ดีพอ ๆ กับผม” เลโอนาร์ดตอบสั้น ๆ หากเขาไม่ยังไม่ค่อยไว้ใจชายคนนี้เท่าที่ควร
              “มาร์คเหรอ?” แม็กซ์อุทานเบา ๆ
              “ส่วน...เจฟเฟอร์สัน การีฟ ซึ่งเป็นพ่อของคริสโตเฟอร์ การีฟ เด็กอัจฉริยะคนนั้น เขาพูดถึงพลังจักรวาลราวกับผู้ที่รู้จักพลังนี้ดี แต่เขาไม่ได้ฝึกพลังจักรวาลครับ” แต่คนสุดท้ายเลโอนาร์ดปิดบัง ก็คือ คริสโตเฟอร์ ซาน
              “มาร์ค เขาเป็นใครกัน?” แม็กซ์ย้ำถามอีกครั้ง ทว่าทำให้เลโอนาร์ดลังเลเล็กน้อย
              “ผมไม่ค่อยรู้จักชายคนนี้หรอกนะครับ ก็แค่เจอกันไม่กี่ครั้งเอง” เลโอนาร์ดบอกปัดทันที โดยเฉพาะเขาไม่อยากให้แม็กซ์ถามเซ้าซี้จนเขาเริ่มรำคาญแต่ก็ไม่แสดงสีหน้าออกมามากนัก
              “โอเค ถ้าคุณไม่รู้” แม็กซ์ นักสืบกระหายใคร่รู้ขึ้นมา “เอาล่ะไปกันเลย เราจะไปหามาร์คคนที่คุณพูดถึงกัน” แม็กซ์รีบร้อนเดินอ้อมโต๊ะไปยังเลโอนาร์ดก่อนจะเอามือเกาะไหล่อาจารย์หนุ่มที่มองกลับมาสายตาของแม็กซ์บอกให้ชวนไปเดี๋ยวตอนนี้เลย
              “แต่ ผมขอเตรียมงานสอนหน่อยนะครับ” เลโอนาร์ดปฏิเสธ ไม่อยากไปเท่าไหร่
              “เอาน่า...” แม็กซ์ยืนกรานดูสีหน้าเลโอนาร์ดเหมือนไม่อยากไป เขารู้ดีกว่าอาจารย์คนนี้แสร้งปัดเรื่อง “พรุ่งนี้ผมจะเป็นผู้ช่วยสอนให้เองไม่ต้องกลัว ผมก็เรียนวิชาพลังจักรวาลนะครับ” แม็กซ์กล่าวจบเขาโน้มกายเข้าใกล้เลโอนาร์ด แล้วกระซิบต่ออย่างเบา ๆ เพื่อไม่ให้มาลิลีนที่กำลังทำงานอยู่ได้ยิน “ถ้าช้าอาจเป็นอันตรายถึงเมืองนี้ก็เป็นได้ ผมจะสืบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด”

    ตอนที่ 1 พลังของหิน

    ตอน พลังของหิน
     
              หลังจากเหตุการณ์อันไม่คาดฝันที่ทำให้ร้านขายขนมปังอันเก่าแก่พังทลายไม่มีชิ้นดีนั้นจนมีข่าวกระจายไปทั่วว่านี่เป็นเพราะไฟฟ้าลัดวงจรจากโรงจ่ายพลังงานไฟฟ้าที่ตั้งมานานกว่าร้อยปี ซ้ำยังขาดการเอาใจใส่ ความลับอันดำมืดนั้นมีเพียงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น พวกเขารู้ดีว่าหากปริปากไปคงจะเป็นผลร้ายแก่คริสโตเฟอร์แน่ ๆ โชคดีที่มาลิลีน ชูเมกเกอร์คนดังและเป็นที่นับน่าถือตาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เธอช่วยไกล่เกลี่ยเหตุการณ์นี้ได้อย่างรอบคอบว่าเรื่องนี้เกิดจากอุบัติเหตุจากแผงวงจรชำรุดจนเกิดประกายไฟ แม้ไม่มีหลักฐานชัดแจ้งนัก แต่ทุกคนก็เชื่อในคำพูดของเธอ
              อีกทั้งคุณเบเนตโตเองออกปากเองว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เขาเอ่ยปากสั่งอุดช่องว่างนั้นไปเหมือนให้เหมือนเดิมส่วนเศษเหล็กที่กระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนั้นถูกเก็บกวาดออกไปในทันทีโดยไม่มีใครทราบว่าอุปกรณ์อันทันสมัยนั้นคืออะไร ไปจนถึงช่วยจัดแจงจ้างคนงานเก็บเศษซากร้านค้าให้เรียบร้อยภายในวันเดียวทุกอย่างก็เป็นปกติ แล้วร้านเดิมถูกบูรณะอีกครั้ง โดยคุณเบเนตโตชายชราผู้ใจดีที่มากทรัพย์ เขาเห็นว่าร้านนั้นเป็นร้านเก่าแก่และเขาเองก็เคยรับประทานที่นี่อยู่บ่อยครั้งเมื่อยี่สิบปีก่อน จนชายเจ้าของร้านกลายเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งที่เขาคุยกันอย่างถูกปากถูกคอเมื่อแวะมาบริการ จากทรัพย์สินเงินทองของเบเนตโตเขาเป็นเพียงแค่ชายชราคนหนึ่งแค่รอวันตายเท่านั้นเอง จึงไม่สนใจในคุณค่าของเงินตรามากนักหากเพื่อนที่ดีของเขาได้สูญเสียร้านอาหารที่เขารักไปให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
              ในวันแรกของสัปดาห์เลโอนาร์ดตื่นขึ้นจากเตียง เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนได้ ในตอนที่มาลิลีนออกมารับหน้าแทนนั้นเขาแทบจะไม่ได้เอ่ยปากแก้ตัวเลย หากเธอรับสถานการณ์แทบทุกอย่างจนทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเห็นแก่ตัวไปบ้าง อย่างไรก็แล้วแต่ ในฐานะเธอเป็นที่รู้จักและทุกคนก็เชื่อใจเธอเขาคงจะทำไม่ได้แน่หากไม่มีมาลิลีน
              เลโอนาร์ดเดินเข้าห้องน้ำ แล้วใบหน้ามาลิลีนก็ผุดขึ้นมาในความคิดทำให้เขารู้สึกว่าไม่อยากจะสู้หน้าเธอเท่าใดนัก อย่างน้อยก็รู้ว่ากำลังใจ จากคนใกล้ชิดนั้นมีพลังเพียงใด เลโอนาร์ดให้กำลังใจตัวเองเมื่อ เขานึกถึงภาพของมาลิลีนกำลังโอบไหล่คริสโตเฟอร์ราวกับมารดาอุ้มลูกอย่างทะนุทะหนอมโดยหลับฝันถึงหญิงที่เขาไขว่คว้าหามาทั้งชีวิต
              “เธอจะมาหาคุณ...”
              เธอจะเคียงข้างคุณ...”
              แล้วเธอจะไม่จากคุณไปอีก...”
              “ตลอดกาล”
              เขายังจำคำพูดของมาลิลีนได้ดี เขาไม่นึกไม่ฝันว่ามาลิลีนคนนี้จะเชื่อบางอย่างที่เธอมองไม่เห็นบางทีหญิงคนนี้อาจสัมผัสความรู้สึกของบุคคลรอบข้างได้ก็เป็นได้นะ “จินตนาการช่างล้ำลึกจริง ๆ”
              เลโอนาร์ดเดินออกจากห้องน้ำแล้วแต่งตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเขาเหลือบดูนาฬิกาเรืองแสงสีน้ำเงินสะดุดตาอยู่กลางโต๊ะแสดงเวลา เจ็ดโมงสามสิบนาที
     
              แปดโมงตรงนักศึกษาหกสิบคนพร้อมหน้าพร้อมตากันภายในห้อง เช่นเคยเสียงคุยกันดังไปทั่วโดยเฉพาะข่าวการระเบิดของร้านขายขนมปังทางด้านหลังของมหาวิทยาลัย นักศึกษาบางคนก็เสียดายเมื่อวันนี้เขาไม่ได้กินขนมปังของร้านนี้ดูเหมือนจะขาดอะไรไปบางอย่างในการดำเนินชีวิตไป ส่วนเออร์วินเดินเข้ามายังห้องด้วยสีหน้าอิดโรยเล็กน้อย ด้วยท่าทางครึ่งหลับครึ่งตื่นเดินค่อมตัวเข้ามาท่ามกลางสายตาที่แปลกประหลาดของเพื่อนฝูง ซึ่งปกติเขามักจะทักทายวิวส์อย่างเสียงดัง หากวันนี้เขาไม่สบตาใครเลยสักคน เออร์วินหย่อนตัวลงเก้าอี้แถวหน้าอย่างหมดแรงพร้อมอ้าปากหาวกว้างอย่างเกียจคร้านเป็นที่สุด
              ไม่ถึงนาทีเลโอนาร์ดอาจารย์ผู้สอนก็เข้ามา พร้อมกับทุกคนเปิดโน้ตบุ๊กบันทึกข้อความเช่นเคย “สวัสดีทุกคน เป็นไงบ้างหยุดเรียนไปสองวัน หวังว่าจักระที่คุณฝึกจะกล้าแข็งขึ้น ใช่ไหมเออร์วิน” อาจารย์กล่าวอย่างมีชีวิตชีวา กลับต้องหยุดแปลกใจเมื่อเออร์วินดูเฉื่อยชา
              “คุณเออร์ิวินเป็นอะไรไป ไม่สมเป็นคุณเลยนะ”
              “ไม่เป็นไรครับ” เออร์วินบอกปัดไป เลโอนาร์ดเข้าเรื่องทันที เพื่อรักษาเวลา
              “พลังจักรวาล นอกจากจักระแล้ว” เลโอนาร์ดกล่าวอย่างหนักแน่น เพื่อให้นักศึกษาคิดตาม “ทุกคนคงทราบดีกว่าจักระที่ทุกคนใช้อยู่นั้น มันสร้างพลังออร่าได้ใช่ไหมครับ”
              “แล้วนี่ล่ะ” เลโอนาร์ดพูดจบพร้อมกับกดปุ่มเปิดโน้ตบุ๊กที่เปิดอย่างรวดเร็ว ส่งภาพไปยังกระดานขนาดใหญ่ตรงหน้าห้องแสดงผลพร้อมกัน ภาพที่ปรากฏแสดงรูป พลอยหลากสี สวยงามปะปนกันไปทั้งสีแดง สีม่วง สีแดงอ่อนหลายสิบเม็ด อาจารย์เปลี่ยนภาพ อัญมณีไปเรื่อย ๆ หลายสิบรูปเพียงแสดงตัวอย่างให้นักศึกษาดูเท่านั้น ทุกรูปล้วนเป็นที่ต้องใจของทุกคนที่เห็นมัน ประกายสะท้อนแสงสวยงามนั้นสะกดสายตาทุกคู่ให้มองอย่างหลงใหล
              “ครับ อัญมณีเหล่านี้ มีพลัง” เลโอนาร์ดอธิบาย “หินจากธรรมชาติที่ทับถมอยู่ใต้ดินกันมาหลายล้านปี มันสวยใช่ไหมครับ แต่มันมีมากกว่านั้น คนโบราณใช้เป็นเครื่องรางของขลัง เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ บ้างก็ช่วยเสริมบารมีแก่ผู้สวมใส่ รวมทั้งพลังจักรวาลอีกด้วย มันแผ่พลังออร่าให้กระจายไปรอบตัว และปรับสมดุลของออร่าได้อีกด้วย”
              “อาจารย์ครับ แล้วใครมีหินพวกนี้ก็จะใช้พลังจักรวาลได้ดีนะสิครับ” นักศึกษาชายกลางห้องถามขึ้น
              “ใช่แล้วครับ สิ่งเหล่านี้มันเกื้อหนุนกับจักระของเรา มันจัดระเบียบออร่าให้มั่นคง และจิตใจให้มั่นได้อีกด้วย อย่างเช่น อำพัน สีเหลือง สามารถกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวา”
              “อะเมธิสต์ สีม่วง เป็นหินที่มีการบำบัดสูง ช่วยปกป้องคุ้มครองผู้ที่สวมใส่ได้เป็นอย่างดี สามารถใช้สยบอารมณ์โมโหโกรธาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งช่วยขจัดความเครียดได้อีกด้วยครับ”
              “แล้วก็...คริสตัล ครับ คริสตัลเป็นสิ่งที่นิยมใช้กันในขณะนี้เพราะมัน สามารถกระตุ้นการทำงานของสมอง และส่งคลื่นความคิดนั้นออกไปยังปลายทางที่ต้องการ ใช้บำบัดโรคได้หลายชนิด และเมื่อใช้ร่วมกับจิตใจและร่างกายแล้วจะสามารถสร้างพลังที่รุนแรงขึ้นได้ครับ”
              “แล้วเพชรล่ะครับ” นักศึกษาชายถามขึ้น
              “ครับเพชร คำถามนี้คนทำให้ทุกคนทราบดีว่า สุดยอดอัญมณีก็คือเพชร หินที่แข็งที่สุดในโลก มันมีค่ามาก และไม่ต้องแปลกใจว่ามันมีพลังมากอีกด้วย เพชรนั้นช่วยให้มีตาทิพย์ที่จะมองเห็นความเป็นมาเป็นไปต่าง ๆ ได้อย่างที่ใคร ๆ นึกไม่ถึง มันสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะให้คลายลง และเป็นศูนย์รวมแห่งความพลังคิดและจินตนาการครับ”
              “ช่วยให้มีตาทิพย์อย่างนั้นเหระคะ” ริกะถามขึ้น “ถ้าอย่างนั้นก็คล้าย ๆ กับโทรจิตนะสิคะ?”
              “ครับคล้ายกัน แต่ต้องใช้สมาธิชั้นสูงและต้องปฏิบัติให้สม่ำเสมอ อืม...ระดับเตตราก็น่าจะทำได้นะครับ ยิ่งมีเพชรเข้ามาช่วยก็อาจจะเห็นผลได้ดียิ่งขึ้น แต่เรื่องพวกนี้ต้องขึ้นอยู่กับตัวเองด้วยครับ”
              เลโอนาร์ดกล่าวต่อ “กลับมาที่เพชรกันต่อ Diamond มาจากคำว่า Adamas ในภาษากรีก หมายถึง ชัยชนะ และนิรันดร เชื่อกันว่าเพชรมีพลังอำนาจทำให้ได้รับชัยชนะ และยังใช้เพชรประดับเทวรูปเพื่อสักการบูชา มีความเชื่อว่าเพชรสามารถป้องกันภยันตรายจากปีศาจ และชัยชนะแห่งสงครามอีกด้วย เพชร เป็นอัญมณีที่มีค่ามานานแล้วหลายพันปี ตั้งแต่กษัตริย์สมัยโบราณต่างก็นิยมประดับเครื่องทรงด้วยเพชร เพราะเพชรเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและวาสนา ในยุโรปก็เช่นกัน เพชรเป็นวัตถุวงคลสามารถขจัดสิ่งชั่วร้ายออกไปได้ รู้ดีว่าเพชรจะเป็นอัญมณีที่ำสำคัญและมีประโยชน์มหาศาล อย่าง ซีพียู สมองของคอมพิวเตอร์ เพชรสามารถทนความร้อนได้ดีกว่า ซิลิกอน จึงมีการนำเพชรมาใช้ในการทำซีพียู ให้มีความเร็วสูงขึ้นไปได้อีกด้วยครับ ปกติจะเป็นหุ่นยนต์ที่เดินกันตามท้องถนน นั่นล่ะใช้เพชรทั้งนั้นเลย แต่ราคาก็สูงไปด้วยครับ”
              “เพชรนั้น ก่อตัวจากส่วนลึกในผิวโลก เมื่อคาร์บอนตกผลึกภายใต้แรงดันมหาศาลก็เคลื่อนตัวขึ้นมาพร้อมกับการระเบิด ของภูเขาไฟ และเมื่อภูเขาไฟสงบลง ผลึกเพชรจะถูกฝังอยู่ในแมกม่าที่แข็งตัวแล้ว ทางธรณีวิทยาเรียกว่า คิมเบอร์ไลท์ (Kimberlite)”  
              “ปัจจุบัน เพชรก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ในพิธีหมั้น แสดงถึงความจริงใจ และความเป็นนิรันดรครับ”
              “ปกติแล้ว เพชรนั้นก็อยู่ในกลุ่มของอะตอมคาร์บอน อะตอมชนิดเดียวกันกับที่อยู่ใน ถ่าน ไส้ดินสอ แกรไฟต์ เขม่าควันไฟ และรวมไปถึงองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตด้วยครับ รวมถึงร่างกายของเราก็มีคาร์บอนอยู่ประมาณ 18เปอร์เซ็นต์ แน่นอนธรรมชาตินั้นหล่อหลอมเราและแร่ธาตุเข้าด้วยกันจากพลังจักรวาลไงล่ะครับ”
              “แล้วมาสเตอร์ไดมอนด์ล่ะครับ” นักศึกษาชายคนหนึ่งถาม
              “มาสเตอร์ไดมอนด์” เลโอนาร์ดหยุดนิ่งเมื่อพูดถึงเพชรเม็ดนั้นขึ้นมา “ใช่ มาสเตอร์ไดมอนด์ คุณเคยได้ยินจากข่าวนะครับว่า มันไม่ได้มาจากโลก ทุกคนคงจะทราบว่ามันมาจากดาวเนปจูนแน่ล่ะมันใหญ่กว่าโลกมาก การจะสร้างเพชรขนาดนั้นโลกเราไม่มีทางทำได้แน่นอน”
     
              หลังเลิกเรียน ประตูห้องถูกเปิดออกโดยอาจารย์ผู้สอน หากเขาต้องหยุดทันทีเมื่อเป็นชายผิวคล้ำผมสั้นตรงสีดำเป็นเงางามคนหนึ่งยืนขวางทางอยู่ เขาจ้องมายังเลโอนาร์ดอาจารย์ที่กำลังจะกลับห้องพัก สีหน้าที่มาดเข้มของเขาดูไม่เป็นมิตรสักเท่าใดนัก เลโอนาร์ดก้าวออกจากห้อง ตามด้วยนักศึกษาต่างเดินออกจากห้องที่เป็นเวลาพัก ก่อนจะเริ่มเรียนวิชาต่อไปอีกสองชั่วโมงข้างหน้า
              เลโอนาร์ดมองเขาอย่างสงสัยตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า กับชายหน้าตาดียืนเข้มหน้าเกรงขามยืนอยู่ในเสื้อกั๊กมันเงาสีดำขลับเย็บอย่างประณีตไม่ปิดกระดุมซ้อนด้วยเสื้อสูทนาโนรัดรูปสีน้ำตาลแขนขาว สวมถุงมือสีดำยาวคลุมท่อนแขนดูหนาเกินกว่าผ้าธรรมดา กับกางเกงขายาวสีดำเงาเช่นกันอีกทั้งรองเท้าบูทรัดรูปครึ่งเข่าดูเข้ากัน
              เขาถามขึ้นก่อน “คุณเลโอนาร์ดใช่ไหม”
              “ครับ”
              “ผมแม็กซ์ เอฟ ไอเดนท์ เป็นนักสืบจาก ยู.เอ็น.ไอ ที่ขึ้นตรง ซี.ไอ.เอ ซึ่งใคร ๆ ก็เรียกว่า ยูนิคอน (Universal energy Confederation: สมาพันธ์พลังไฟฟ้าสากลจักรวาล)” ชายหนุ่มที่รอมานานกว่าสิบนาทีกล่าวอย่างใจเย็น
              ทันทีที่เขากล่าวจบ เลโอนาร์ดตกใจเล็กน้อยหากไม่แสดงสีหน้าออกมามากนักว่า นักสืบจากโลกมาทำไมถึงที่นี่ ซ้ำยังต้องการพบเขาอีกด้วย
              “อย่าแปลกใจครับ คุณไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก คุณเบเนตโตให้ผมมาปรึกษาคุณครับ” แม็กซ์พูดอย่างเป็นมิตรช่วยให้อาจารย์หนุ่มเบาใจลง
              “ปรึกษา?” อาจารย์หนุ่มยิ้มขึ้น “มีอะไรที่คุณเบเนตโตไม่รู้แล้วผมรู้อย่างนั้นเหรอครับ คุณไอเดนท์”
              “เรียกผมแม็กซ์ ก็ได้ครับ”
              “ครับคุณแม็กซ์”
              ทันทีที่ทั้งสองกำลังทักทายกันนั้นคริสโตเฟอร์เดินออกจากห้องผ่านเลโอนาร์ด แม็กซ์เหลือบไปเห็นเด็กคนนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา เขาทำทีขยับตัวชนพลางใช้หลังมือชนต้นแขนเด็กต้องสงสัยจนเด็กน้อยเบี่ยงไหล่เล็กน้อย “ขอโทษ” แม็กซ์ผู้ชนกล่าวก่อนอย่างสุภาพ เสียงนั้นทำให้เด็กน้อยสบตาด้วยสายตาเย็นชาอย่างสงสัย ‘ออร่าไม่ธรรมดาเลยสมเป็นเด็กอัจฉริยะ’ แม็กซ์พูดในใจทันทีที่หลังมือสัมผัสก็รู้สึกพลังงานบางอย่างที่ครอบคลุมเด็กคนนั้นต่างจากเด็กทั่วไปนัก
              “ครับ” คริสโตเฟอร์ตอบกลับตามประสาเด็กเงียบขรึมก่อนจะเดินจากไปอย่างไม่ใส่ใจ

    Universal energy

    บทนำ

     

              คริสตศักราช 2382 ในระบบสุริยะส่วนนอก มีดาวอันสุกใสสวยงามอันมหึมา มันใหญ่กว่าโลกถึงสี่เท่า แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ มันเป็นดาวเคราะห์สีฟ้า อันสดใสสวยงาม บรรยากาศประกอบด้วย ไฮโดรเจน ฮีเลียม มีเทน ไอน้ำ และแอมโมเนีย  แต่ส่วนใหญ่จะเป็น ไฮโดรเจนและฮีเลียม ภายใต้ชั้นบรรยากาศจะเป็น มีเทน น้ำ และแอมโมเนียซะเป็นส่วนใหญ่ เหนือพื้นมหาสมุทรอันเวิ้งว้างมีอสุรกายตนหนึ่งสีขาวซีด ร่างมันคล้ายแมงกะพรุน ที่ส่วนเหนือผิวน้ำเป็นฝาครอบกลมมนไร้รอยต่ออันแข็งแกร่งครอบคลุมพื้นที่กว่าสามร้อยตารางกิโลเมตร มันล่องลอยกลางมหาสมุทรมานานกว่าหนึ่งปี แต่แขนยาวนับหมื่นเส้นนั้นแต่ละ้เส้นสามารถโอบรัดทั้งใบโลกได้ถึงสามรอบเลยทีเดียว มันเอื้อมลงสู่ห้วงลึกของมหาสมุทรนี้ และหยิบจับสิ่งที่มันต้องการ เพื่อควาญหาสิ่งไม่เคยพบไม่เคยเห็นใต้บาดาลที่ลึกลงไปนั้นไม่มีสิ่งใด ๆ ที่ล้วงล้ำเข้าสู่อ้อมแขนของมันจะรอดไปได้ มันจะรัดแล้วส่งเข้าปาก

              ภายในอสุกายยักษ์นั้นเพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมืออันครบครัน มันเป็นป้อมปราการ กลางห้วงมหาสมุทร ที่แข็งแกร่งพอที่จะอาศัยอยู่บนดาวดวงนี้ได้ ไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้ง แม้แต่ลมพายุลูกใหญ่ใด ๆ บนโลกที่จะเทียบ ก็ไม่ระคายผิวมันแม้แต่น้อย

              อสุรกายตนนี้ คือยักษ์ใหญ่ มันยังคงหยิบจับทุกอย่างที่มันไม่รู้ เพื่อมาวิเคราะห์ ป้อมปราการเคลื่อนนี้ รู้จักกันในนาม สตัค มันเปรียบเสมือนเมืองเมืองหนึ่งเลยทีเดียว สิ่งที่อยู่ภายในนั้นเคลื่อนไหวก้าวเดินหยิบจับสิ่งที่ได้มาเพื่อวิจัยค้นคว้า แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่มีชีวิต ทุกอย่างล้วนเป็นหุ่นยนต์และคอมพิวเตอร์อันทรงประสิทธิภาพ ด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวดวงนี้มากถึงห้าสิบแปดเท่าของโลก ดาวดวงนี้จึงหนักเกินไปกว่ามนุษย์จะอาศัยอยู่ได้ แต่พวกเขานั้นทำงานอยู่ในยานอวกาศ จากห้วงอวกาศอันปราศจากแรงโน้มถ่วง

              เบน หนึ่งในนักส่งของเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมอาชีพอีกหนึ่งพันคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เขานั่งทำงานในยานอวกาศแห่งนี้มานานกว่าหกเดือนแล้ว ตลอดยี่สิบชั่วโมงที่ผ่านมาเขาเอาแต่อยู่ในห้องเล็ก ๆ คับแคบ เบื้องหน้าสองมือกำลังควบคุมแขนกลกับสิ่งที่เพิ่งขุดค้นได้จาก พื้นใต้มหาสมุทร จอคอมพิวเตอร์เบื้องหน้า แสดงสิ่งที่ควบคุมนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน มันแสดงหีบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่และกำลังเคลื่อนที่เพื่อนำมันไปยังห้องวิเคราะห์แร่ธาตุ

              ชายหนุ่มควบคุมมันอย่างคล่องแคล่วจากการใช้มันมาอย่างชำนาญเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเลยทีเดียว เขาเคลื่อนหุ่นยนต์ตรงไปตามทางเดินอันโอ่โถงพร้อมกับเจ้าหน้าที่ทั้งหมดกว่าหมื่นคน หุ่นยนต์รุ่นเดียวกันเดินสวนทางกันไปมา ทว่ากลับต้องหยุดเมื่อหุ่นยนต์ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าขนาดของมันเทียบเท่าทีเร็กซ์ไดโนเสาร์ที่ครองโลกมาก่อน จนหุ่นบางรุ่นเล็กราวกับลูกสุนัขเลยทีเดียว เบนหยุดให้มันเดินผ่านไป เท้าที่ก้าวเดินอันหนักแน่นจนร่างหุ่นที่อยู่ใกล้รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากจอที่เขาดูอยู่นั้นสั่นสะเทือนพร้อมกับเสียงย่ำกับพื้นอย่างหนักหน่วง หากหุ่นขนาดมนุษย์ธรรมดาถูกบดบังร่างหุ่นยนต์เลยทีเดียว แม้เขาเห็นกี่ครั้งก็รู้สึกหวาดหวั่นเมื่อเข้าใกล้มันก็ตามที

              เบนขับเคลื่อนหุ่นยนต์ใช้ล้อตีนตะขาบพื้นยางเหมาะสำหรับหุ่นยนต์ขนส่งสิ่งของเพื่อการขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วและนิ่มนวล หุ่นของเบนเดินผ่านทางเดินผ่านห้องสีขาวทางขวามือนับสิบห้อง

              จนกระทั่งถึงห้อง A 205023 หรือห้องวิเคราะห์แร่ธาตุตรงประตูสีขาวถูกเปิดโดยอัตโนมัติ ภายในห้องสีขาวกับอีกหุ่นยนต์สีขาวหากลำตัวเผยแผงวงจรอันซับซ้อนอยู่ภายใน มือกลหนึ่งในแขนทั้งหกของมันยืดยาวเอื้อมหยิบก้อนหินที่อยู่ในตู้เหล็กสีเงินอีกมุมหนึ่งของห้องได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่จะนำมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้า

              หุ่นยนต์ที่เบนควบคุมเดินตรงเข้ามาพร้อมกับวางหีบเหล็กสีขาวใบใหญ่ลงโต๊ะเหล็กขนาดใหญ่อันแข็งแรงอย่างแผ่วเบา

              คุณต้องไม่เชื่อแน่เลย เบนกล่าวเป็นนัย ๆ หากผู้วิเคราะห์สงสัยเล็กน้อยแต่ก็ไม่ใส่ใจเท่าใดนักว่าสิ่งที่อยู่ภายในหีบนั้นคืออะไร แม้เบนผู้ส่งของจะไม่ทราบว่าข้างในนั้นคืออะไร แต่สิ่งที่เขารับมานั้นเป็นที่กล่าวขวัญแก่ผู้ส่งเป็นยิ่งนัก แล้วเขาก็เดินจากไปเมื่อหน้าที่ของตัวเองสิ้นสุดลง

              นักวิเคราะห์สั่งควบคุมหุ่นยนต์ยืดแขนยาวส่งก้อนหินก้อนเดิมที่เก็บได้ใต้มหาสมุทรเข้าตู้เดิม ก่อนจะเลื่อนหีบใบใหญ่มายังเบื้องหน้า

              หือ...! ถึงกับต้องใส่ ไอดี เลยเหรอ!” นักวิเคราะห์พึมพำเมื่อมองเห็นมันผ่านจอคอมพิวเตอร์ โดยปกติจะเป็นกล่องเหล็กหรือไม่ก็ถาดเหล็กธรรมดาเท่านั้น แต่ผู้วิเคราะห์ไม่ใส่ใจเท่าใดนัก เขากดหมายเลขของตัวเองเข้าไปยังก่อนจะใช้มือหุ่นที่เขาควบคุมทาบกลางแผงรับข้อมูลบนฝากล่อง หมายเลขไอดีของผู้ใช้ถูกส่งผ่านจากฝามือไปยังกล่องรับข้อมูลทันที

              คริ๊ก เสียงล๊อกถูกปลดออกทั้งสี่ด้าน

              แล้วชายเพียงคนเดียวในห้อง จับฝากล่องอย่างแผ่วเบาก่อนที่จะยกมันออกมา ทันทีที่ฝานั่นพ้นจากรอยต่อ ทว่ามีแสงจากข้างในเปล่งประกายเจิดจ้าลอดผ่านออกมาภายนอก ชายผู้ควบคุมเห็นแสงนั่น หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นทันที พร้อมกับมือที่ควบคุมหุ่นยนต์กลับไร้ความรู้สึก นี่มันอะไรกัน!! หรือว่าจะเป็น สิ่งที่เขาจับจ้องอยู่บนจอคอมพิวเตอร์เบื้องหน้า

              ปังงง

              เสียงประทบฝาครอบหลุดกระทบกับหีบเหล็กอย่างแรง ทำให้ชายผู้ควบคุมสะดุ้งมือที่ควบคุมสั่นเครือจากความตื่นเต้น ที่จะได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน

              โธ่ เว๊ย เขาสบถก่อนที่จะสุดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหยิบฝากล่องเพื่อเปิดดูอีกครั้ง แสงส่องประกายจากด้านในปรากฏขึ้นอีกครั้ง แล้วเขาก็ทำใจดึงฝาออกทันที

              พระเจ้า... เขาอุทาน เมื่อเป็นภาพเบื้องหน้า มันมีจริงเหรอเนี้ย เขาไม่ค่อยเชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่าใดนัก แล้วผู้วิเคราะห์ก็ซูมกล้องเข้าใกล้เป้าหมาย เห็นแสงสีขาวอยู่ภายในก้อนผลึกหินสีขาวใสอันแข็งแกร่ง

              เขาใช้มือควบคุมอีกข้างที่สวมถุงมือยางไม่ต่างจากมือมนุษย์ แต่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับดาวที่มีแรงโน้มถ่วงสูงแห่งนี้โดยเฉพาะ เขาควบคุมบรรจงช้อนมันขึ้นมาอย่างนิ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ หินขนาดใหญ่จนอุ้งมือทั้งสองเล็กราวกับมือเด็ก กับก้อนหินที่ใหญ่ขนาดกะโหลกมนุษย์ ก่อนที่เขาจะตั้งสติทำใจยกมันอย่างตั้งใจที่สุดพอ ๆ กับเข้าทำงานวันแรกเลยทีเดียวว่าจะไม่ทำอะไรผิดพลาดที่จะทำให้มันหลุดมือได้อย่างแน่นอน หากเจ้าตัวร้อนลุ่มไม่น้อยว่าก้อนหินใหญ่ขนาดนั้นจะหลุดร่วงไป ถ้าเป็นไปได้เขาอยากจะเห็นมันด้วยตาเปล่าแทนที่จะดูผ่านจอคอมพิวเตอร์แบบนี้นัก

              สองมือประคองยกมันเลื่อนไปทางขวา แล้วก็วางมันลงในเครื่องวิเคราะห์หินบนจานเหล็กทรงกลมสีดำสนิท ก่อนที่จะกดปุ่มด้านข้างเพื่อให้มันทำงานแล้วเซนเซอร์ทำการตรวจวิเคราะห์ แสงเลเซอร์สีแดงเล็กแหลมขนาดเส้นผมถูกยิงออกไปเพื่อตรวจสิ่งที่อยู่ข้างใน

              ระหว่างที่เครื่องกำลังทำการวิเคราะห์แร่ธาตุในก้อนหินต้องสงสัยนั้น เขาจ้องหน้าจอด้วยใจจดจ่อ จนแทบจะลืมการหายใจเลยทีเดียว ตามเป็นไปตามที่เขาคาดหวังนี่อาจะเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ และไม่มีวันที่จะค้นพบบนพื้นโลกได้อย่างแน่นอน

              สิ่งนี้คงจะก่อกำเนิดจาก มีเทนที่มีส่วนผสมของคาร์บอน ที่มีมากมายมหาศาลบนดาวดวงนี้ อีกทั้งแรงกดอากาศมากมายที่โลกเทียบไม่ได้แม้แต่น้อย และที่สำคัญมันหลับใหลมายาวกว่าโลกที่จะก่อกำเนิดเมื่อสี่พันหกร้อยล้านปีมาแล้ว

              และสิ่งที่ค้นพบนี้ อย่างน้อยมันก็คงมีอายุ มากกว่าหมื่นล้านปี ความคาดหวังของนักวิเคราะห์ไปต่าง ๆ นา ๆ และนี่คือสิ่งที่เขาคาดหวังว่าจะต้องเป็น เพชรอย่างแน่นอน จากคาร์บอนที่ตกผลึกที่ถูกอัดด้วยแรงดันสูง กระทั่งถูกเผาด้วยอุณหภูมิสูงจากใจกลางดวงดาว ไม่ผิดแน่ ที่คือ เพชร สิ่งที่แข็งที่สุดในโลก ไม่สิมันแข็งกว่าเพชรใด ๆ ในโลก

              แล้วผลการวิเคราะห์ก็ปรากฏ มันมีคาร์บอนบริสุทธิ์ในปริมาณมากเป็นไปตามที่ผู้วิเคราะห์คาดการณ์

              มาสเตอร์ไดมอนด์ ผู้เชี่ยวชาญอุทาน นี่คือเพชรที่ใหญ่ที่สุดในสุริยะจักรวาล และนี่คือเพชรบนดาวเนปจูน