| denchai's profileนิยายPhotosBlogLists | Help |
|
|
February 15 hattusaนักรบฮัตตุชา
กองทัพอันทรงพลังแต่กลับหายไปจากประวัติศาสตร์ภารกิจของเขาต้องสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
แต่แล้วอาณาจักรของพวกเขากลับกลับหายไปจากประวัติศาสตร์ไปอย่างลึกลับ เป็นเวลากว่า 3,000 ปี ที่ร่องรอยของพวกเขาได้หายไปจากประวัติศาสตร์ จนกระทั่งหลักฐานในอดีตได้เริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย หลักฐานเหล่านี้ได้เปิดเผยความลึกลับในอดีต Hattic
ป้อมปราการที่สร้างขึ้นอย่างถาวรรวมทั้งรถศึกของพวกเขาที่มิอาจต้านทานได้ รวมถึงอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่กว่า อียิปต์ นี่คืออาณาจักรที่หายสาบสูญ ไปจากประวัติศาสตร์อย่างไร้ร่องรอย กษัตริย์ลึกลับแห่งฮัตตุชา Hattusa
เมื่อเร่ิมศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์ได้ออกหาความลักทางโบราณคดี ครั้งใหญ่ เพื่อเปิดเผยความจริงที่มีอยู่ในตำนานนักประวัติศาสตร์ในยุคแรกได้กล่าวว่า โลกในยุคก่อนพระคัมภีร์ไบเบิล ปกครองโดยสามอาณาจักรใหญ่ ได้แก่ อียิปต์ อัสซุเรีย และบาลิโลน ซึ่งนักสำรวจยืนยันว่ามีอยู่จริง ทั้งสามอาณาจักรมีศูนย์กลางอยู่ที่ตะวันออกกลาง ได้ทิ้งสิ่งก่อสร้ารงไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังนั้นความคิดเรื่องอาณาจักรแห่งที่สี่ซึ่งไม่เหลือร่องรอยให้เห็น จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ร่องรอยภาษาลึกลับที่ใช้กันในโลกโบราณ ก็เริ่มปรากฏให้เห็นที่ละน้อย
บางคนเชื่อว่าภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจนี้ น่าจะเป็นหลักฐานของอาณาจักรแห่งที่สี่ที่สาบสูญ ไปจากประวัติศาสตร์
ในปี 1906 นักภาษาศาสตร์ชาวเยอรมันและคณะร่วมกันสืบหาแห่งที่มาของสถานที่สาบสูญไปนี้ ได้ขึ้นไปบนยอดเขา อานาโตเลีย ตอนกลางของประเทศตุรกี พวกเขาได้พบซากนครที่สาบสุญไป ทุกพื้นที่ปรากฏร่องรอยอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ และเมื่อสำรวจพื้นที่มากขึ้น พวกเขาก็พบแผ่นจารึกดินเหนียวจำนวนร้อยแผ่น จากรึกนั้นเต็มไปด้วยภาษาที่แปลกประหลาด นับว่าเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังค้นหาอยู่พอดี
การไขปริศนา อารยธรรมที่สาบสุญ พวกเขาจะต้องหากผ่นจารึกที่เขาเข้าใจได้ หลังจากนั้นพวกเขาก็พบแผ่นจารึกที่พบจะเข้าใจได้ มันเป็นแผ่นจารึกด้วยภาษาบาบิโลนเนียน ภาษากลางในยุคโบราณ ได้พูดถึงข้อตกลงสันติภาพระหว่างฟาโรห์รามาเซสที่ 2 แห่งอียิปต์ กับฮัตตุชิลี แห่ง ฮัตตุชา ได้ยกย่องให้เป็นมหาราชองค์ที่สี่ไว้ด้วย จากข้อตกลงสันติภาพทำให้พวกเขาเชื่อว่ามีดินแดนที่สี่ที่สาบสูญไปจริง ๆ แต่ วิงเกลอร์ ผู้ค้นพบ ก็เสียชีวิตไปก่อน ที่เขาจะไขปริศนาได้สำเร็จ จึงทำให้อาณาจักรนี้หายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์อีกครั้ง
จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานกว่าร้อยปี คำถามนี้ก็กลับมาอีกครั้ง นักโบราณคดีต้องสำรวจกันอย่างละเอียดด้วยการวิเคราะห์ทุกสิ่งที่ค้นพบ และพยายามถอดรหัสอักขระที่เข้าใจยากทั้งสองรหัส หนึ่งในนั้นคือ อักษรภาพ เฮียโรกริฟฟิก พวกเขาเรียกเมืองนั้นว่า ฮัตตุชา แห่งดินแดนฮัพติ และเรียกผู้คนนั้นว่า พวก ฮิตไทร์ แต่เป็นคนละกลุ่มกันอย่างสิ้นเชิงกับชาวฮิตไทร์ในพระคัมภีร์ไลเบิลเลย
การสร้างเมืองอย่างประหลาด
พวกฮิตไทร์ แห่งฮัตตุชา นั้เนได้สร้างเมืองขึ้นบนดินแดนที่ค่อนข้างจะประหลาดครับ มันเป็นดินแดนที่ไม่น่าจะมีเมืองหลวงอยู่เลย ซึ่งมหานครแห่งนี้อยู่ห่างไกลมาก จากตัดขาดจากโลกภายนอก มันไม่มีทางเข้าและทางออก ซึ่งมหานครทุกแห่งในยุคนั้น จะมีเส้นทางเชื่อมต่อกับดินแดนอื่น บ้างก็อยู่ใกล้กับเส้นทางพาณิชย์ แม่น้ำ หรือไม่ก็ทะเล ก็ลองนึกถึฃอียิปต์ที่มีแม่น้ำไนล์ล่อเลี้ยงชาวอียิปต์ ดูครับ แต่ที่นี่ ฮัตตุชา นั้นอยู่ห่างไกลจากแม่น้ำถึง 50 ไมล์เลยทีเดียว นอกจากนั้นก็มีแนวเทือกเขาสูงกั้น และห่างจากทะเลกว่าร้อยไมล์ด้วยกัน การตั้งบนเขาสูง ที่มีสภาพอากาศเลวร้ายและพื้นที่ทั้งหมดก็เป็นพื้นที่ปิด ทำให้ถูกตัดขาดจากทะเลดำ และอยู่ห่างจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตกถึง 250 ไมล์ ส่วนปัจจัยอื่นเป็นเพราะอยู่พื้นที่สูง ทำให้มีหิมะตกหลายเดือนยิ่งทำให้ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงเลย
เป็นเรื่องยากที่จะจิตนาการได้ว่า ชาวฮิตไทร์ สร้างเมืองหลวงไว้ที่นี่ได้อย่างไร และด้วยเหตุผลใด
แต่นักโบราณก็พบว่า ความยากลำบากนี้กลับกลายเป็นผลดีของชาวฮิตไทร์ ทุกอย่างในเมืองนี้มีการวางแผนเอาไว้อย่างรอดคอบ พวกเขาสร้างป้อมปราการที่คงทนสามารถสกัดกั้เนการโจมตีได้เป็นอย่างดี โดยชาวฮิตไทร์ได้แนวภูเขาเป็นป้อมปราการทางธรรมชาติอันแข็งแกร่ง การก่อสร้าง
พวกเขาสร้างดินแดนที่น่าทึ่งโดยการสกัดเข้าไปในภูเขา และก่อสร้างเมืองตามภูเขาที่สูงชัน และพวกเขาก็ลากหินขึ้นไปหลายร้อยเมตร แล้วเจาช่องเข้าไปในหินแกรนิต และสร้างกำแพงหน้าตามแนวเขาที่สูงชัน นับว่าเป็นความสามารถทางวิศวกรรมที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการสร้างเมืองบนภูเขาหินแกรนิต
กำแพงใหญ่ด้านนอก โอบล้อมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ มีความยาวกว่า 4 ไมล์ทอดยาวตลอดแนวหุบเขา เป็นปราการที่แข็งแกร่งที่ช่วยปกป้องชาวฮิตไทร์ได้เป็นอย่างดี
ชาวฮิตไทร์ได้เปลี่ยนทุกส่วนของเมืองฮัตตุชาให้กลายเป็นป้อมปราการที่ยากแก่การถูกทำลายโดยมีจุดประสงค์เพื่อความปลอดภัยกำแพงเหล่านี้สร้างมาจากหินแกรนิตมากมาย ด้วยลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้กำแพงมีความแข็งแกร่งและทนทาน มีการพบกำแพงขนาดใหญ่แบบนี้ไว้ทั่วเมืองเลย ซึ่งบางแห่งกว้างกว่า 8 เมตรเลยทีเดียว
ลักษณะแปลกของกำแพง ส่วนประกอบส่วนประกอบเหล่านี้ทำให้กำแพงแข็งแกร่งได้อย่างน่าทึ่ง
ชาวฮิตไทร์ ได้ผสมดินและทรายเข้าด้วยกันเพื่อกันน้ำรั่วซึม เมื่อนำมาบดอัด มันจะแข็งเหมือนกับคอนกรีดเลยทีเดียว
บนยอดฐานรากอันแข็งแกร่ง นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า ช่างก่อสร้างชาวฮิตไทร์ได้ต่อเติมกำแพงดินเหนียวขึ้นไปอีก 8 เมตร
ภาพที่ปรากฏบนเครื่องเคลือบ แสดงให้เห็นว่าทุกระยะ 12 เมตร จะมีการสร้างหอสังเกตการณ์สูงถึง 30 เมตรด้วยกัน และทำให้ประตูทางเข้าซึ่งมักจะเป็นจุดอ่อนของระบป้องกัน ได้กลายเป็นกับดักมรณะ ศัตรูที่บุกเข้ามาจะถูกจัด หมดทางตร่อสู้กับชาวฮิตไทร์ที่เฝ้าอยู่บนป้อมปราการขนาดใหญ่
ลักษณะเฉพาะของกำแพงชั้นใน ซึ่งหนากว่าชั้นแรก แถมยังเพิ่มการป้องกันที่ทันสมัยเข้าไปอีก นั่นคืออุโมค์ลึกลับ ซึ่งมีถึง 8 อุโมงค์ด้วยกัน ใครที่บุกรุกกำแพงภายนอกเข้ามา จะต้องเผชิญกับการซุ่มโจมตีของกองทัพฮิตไทร์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในอุโมค์นี้ นี่เป็นเมืองที่สร้างขึ้นโดยมีกำแพงป้องกันหลายชั้น
ฮัตตุชา มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 50,000 คน ชาวฮิตไทร์เลือดทำเลที่ห่างไกลเพื่อกันการบุกรุกจากศัตรู และเปลี่ยนดินแดนที่หลายคนคาดไม่ถึง ให้หลายเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่ง
เมื่อนักโบราณคดีทำแผนที่ขึ้นมา ที่คาดว่าครั้งหนึ่งอารยธรรมนี้น่าประทับใจมากเพียงใด
ทันทีที่ชาวมหานครสร้างอาณาจักรสำเร็จพวกเขาก็ตัดสินใจแสดอานุภาพให้โลกได้รับรู้พวกเขาสร้างอานุสาวรีย์ที่คงทนถาวรมากมายเพื่อเป็นหลักฐานแสดงอำนาจของตน
สิ่งก่อสร้างแบบนั้นมีทางเข้าแบบถาวรและมีห้องกว่า 200 ห้อง ล้อมรอบลานกว้างที่อยู่ตรงกลาง ภายในมีศานวัตถุมากมาย นี่คือมหาวิหารฮัตตุชา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
ณ จุดสูงสุดของเมือง มีพีรามิดขนาดใหญ่ กว้าง 250 เมตร มีบันได 100 ขั้น พาไปถึงยอดเขา แลดูโอ่อ่างดงามกำแพงสูงชั้นนอกทอดพาไปถึงยอดพีรามิด ตรงมีทางเข้าตกแต่งด้วยสฟิงค์โดยหันหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งไปยังอียิปต์ นับเป็นสิ่งแรกที่ผู้มาเยือนจะได้เห็นทันทีที่ผ่านเข้าเมือง มันคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจของอาณาจักรฮิทไทร์
บนยอดเขาเป็นจุดศูนย์กลางเมืองของชาวฮิตไทร์ได้สร้างสิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่สุดคือปราสาทมีกำแพงชั้นใหญ่ป้องกันอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้กษัตริย์ทรงปลอดภัย ทางเดินกลางทอดยาวสู่ปราสาทโดยไม่แวะเวียนไปยังที่อื่นใด
บนยอดพีรามิดคือที่ประทับของกษัตริย์มีการป้องกันที่แน่นหนา นี่เป็นเมืองที่มีการก่อสร้างแบบถาวรจะเห็นว่าเมืองนี้มีการออกแบบอย่างเฉลียวฉลาด ดูเหมือนชาวฮิตไทร์จะวางแผนให้ฮัตตุชาคงอยู่ตลอดไป แต่ยังไม่มีสิ่งใดอธิบายได้ว่า พวกเขาสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้อย่างไรและสาบสูญไปโดยไร้ร่องรอยได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักโบราณคดียังต้องสืบหากันต่อไป
พวกเขาค้นพบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์และพบรูปจำลองของชาวฮิตไทร์รวมทั้งอื่น ๆ อีกมากมาย ที่เผยให้เห็นการตกอยู่ในภาวะสงคราม แต่ที่น่าประหลาดรอบ ๆ เมืองนั้นพวกเขาพบวัตถุมีค่าเพียงไม่กี่ชิ้น ไม่มีส่ิงใดให้เห็นในเมืองโบราณแห่งนี้เลยอาจเป็นเมืองฮัตตุชา ถูกกวาดล้างจนไม่เหลือหลัดฐานใด ๆ ที่บ่งบอกถึงชะตากรรมของเมืองแห่งนี้ก็เป็นได้ แต่ที่ฮัตตุชามีสมบัติล้ำค่าอย่างหนึ่งที่รอคอยนักโบราณคดีมาค้นพบไม่ใช่ทองคำมากกว่านั้น ที่ซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางห้องมากมาย คือห้องสมุดขนาดใหญ่ถึง 5 มีแผ่นจารึกถึง 30,000 แผ่นจัดหมวดหมู่ไว้อย่างสวยงามนับว่าเป็นห้องสมุดที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่เท่าที่เคยพบมา
เรื่องราวทั้งหมดของชนเผ่าลึกลับได้รับการบันทึกเอาไว้ที่นี่เป็นเรื่องราวของอารยธรรมที่สาบสุญซึ่งจัดเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่ปัญหาหนึ่งก็คือภาษาพวกนี้เขียนขึ้นโดยไม่มีใครเข้าใจ การถอดรหัสต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ทางด้านภาษาอย่างมากชาวฮิตไทร์เขียนอักษรด้วยภาษารูปลิ่ม ที่เรียกว่า อักษรคูริฟอร์ม Cuneiform จึงเป็นที่รู้จักและอ่านได้ง่าย แต่ภาษาของชาวฮิตไทร์ กลับไม่สามารถอ่านเข้าใจได้เลย แบบเดียวกับที่เราออกเสียงภาษาลาตินได้เพราะเขียนด้วยอักษรที่เรารู้จักดี
แม้เราจะไม่เข้าใจความหมายของคำนั้นเลยก็ตาม กุญแจสำคัญในการถอดรหัสภาษาที่เราไม่รู้จักคือหาภาษาที่คล้ายกันซึ่งอาจมีการใช้คำและไวยกรณ์ร่วมกันมาช่วยในการถอดความ แต่ภาษาฮิตไทร์ทำให้ทุกคนต้องงง เพราะเป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะตัวต่างจากภาษาตะวันออกกลางอื่น ๆ
แต่ที่สุดแล้วเราก็ถอดรหัสนี้ได้จากการค้นพบประโยคหนึ่ง จากประโยคนับพัน จากผู้เชี่ยวชาญภาษาเชค เขาเห็นสัญลักษณ์แทนอาหารบางอย่างที่มีลักษณะร่วมกับภาษาโบราณหลายภาษา แต่ต่อมาเขาก็พบบางอย่างที่สะดุดตานั่นคือคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เป็นหนึ่งในหลาย ๆ คำ คือคำว่า วาทา (water) หรือน้ำในภาษาอังกฤษ ในทำนองเดียวกัน คำว่า เอสซา ทำให้นึกถึงคำว่า เอตตูม ในภาษาเยอรมันโบราณ ซึ่งแปลว่ากิน ที่มีเสียงคล้ายกันมาก พอนำมารวมกันก็แปลว่าดื่มน้ำและเมื่อแปลทั้งประโยคก็แปลว่า คุณกำลังกินอาหารและดื่มน้ำ ด้วยวิธีนี้ทำให้เขาแปลประโยคภาษาฮิตไทร์ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30,000 ปี |
|
|