| denchai's profileนิยายPhotosBlogLists | Help |
|
|
December 27 พระราชวังค์ฤดูร้อน (ปักกิ่ง)
อุทยานฤดูร้อน ใช้เป็นที่ประทับของบรรดาเชื้อพระวงค์ ภายในอุทยานมีทั้งทะเลสาบกว้าง และสถานปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม อุทยานแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ ศตวรรษที่ 18 ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุเอาไว้ว่า ในต้นศตวรรษที่ 19 จนถึง ต้นศตวรรษที่ 20 มีเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันร้าวฉาน ระหว่างจีนกับชาติตะวันตก โดยที่กองกำลังทหารของอังกฤษ และฝรั่งเศสนั้น ได้บุกเข้ามาอุทยานแห่งนี้ ในปี 1860 เพื่อจะแก้แค้นและปฏิเสธความสัมพันธ์ทางการทูต และปี 1900 ถูกทำลายโดยพวกกบฏ ต่อมากองกำลังของทหารยุโรป เข้ามาอีกครั้งเพื่อจะช่วยเหลือคณะทูต ในกรุงปักกิ่ง การถูกบุกรุกก็ได้ทำลายและทองบางส่วนก็ถูกเอาไปด้วยครับ เนื้อที่ของอุทยานนี้กว้าง ถึง 2,900,000 ตารางเมตร มีพื้นที่เป็นทะเลสาบ 3 ใน 4 ส่วน อุทยานแห่งนี้ใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจ และโหดเหี้ยมของประเทศจีนมาหลายศตวรรษแล้วครับ ความยิ่งใหญ่และความอลังการ เมื่อมองไปรอบจะเห็นอารามหลวง วิหาร มีสิ่งก่อสร้างมากกว่าร้อยอย่าง ด้วยโครงสร้างที่งดงาม
และการตกแต่งด้วยศิลปะงดงาม แบบจีนนั้น ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจของชาวยุโรปด้วยกันตั้งแต่ยุค
1750 ครับ ![]() ![]()
ที่นี่ตกแต่งด้วยภาพงดงาม
ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวในครั้งอดีต รวมถึงการได้รับชัยชนะจากการทำสงครามด้วย
สำหรับมรดกที่แปลกของจักรพรรดิ เป็นเรือหินอ่อนลำนี้ครับ มันเป็นเรืองที่ไม่ใช่เรือ เพราะมันไม่ได้ลอยน้ำ แต่สร้างโดยยึดไว้จากก้นทะเลสาบแทน เรือนี้สร้างขึ้นเมื่อ ปี 1755 โดยองค์จักรพรรดิทรงสร้าง เป็นของขวัญวันคล้ายวันประสูติของพระมารดา แต่ที่จริงแล้วมันมีความหมายมากกว่านั้นครับ นี่เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อสารให้เห็นว่า เรือลำนี้จะไม่มีวันจม เช่นเดียวกับอาณาจักรของจีนที่ จะไม่มีทางล่มสลาย เรือหินอ่อนลำนี้อาจไม่มีวันจมก็จริง แต่ก็ไม่อาจให้ช่วยอาณาจักรจีน ยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไป ปี 1894 กองทหารของจีน ต้องพ่ายแพ้กองทัพญี่ปุ่น อย่างน่าอับอาย เนื่องจากองค์จักรพรรดิดินีนั้น ทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์อย่างฟุ่มเฟือยในการปรับปรุงเรือ และพระราชวังฤดูร้อน จนไม่มีเงินเหลือซื้ออาวุธไว้ต่อสู้กับศัตรู หินสลักรูปเฟืองขนาดใหญ่ กับเครื่องจักรเป็นสัญลักษณ์แห่งโลกอนาคตนะครับ เหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้จะยิ่งใหญ่ตลอดไปตลอดกาล เรือหินอ่อนเป็นสิ่งล้ำค่าและศักดิ์สิทธิ์ ที่คนธรรมดาไม่สามารถจะแตกต้องได้ บนเรือ มีห้องเสวยที่จักรพรรดิดินี สร้างขึ้นมาสำหรับพระองค์เอง โดยที่พระองค์จะเสวยที่นี่เพียงลำพังครับแต่เพื่อไม่ให้ดูโดดเดี่ยวมากเกินไป พระองค์จึงรับสั่งให้ทำกระจกเงาบานใหญ่ขึ้นมาเพื่อให้เห็นเงาสะท้อน ของพระองค์ขณะเสวยพระกระยาหารด้วย ที่นี่จะเห็นทั้งสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ ประวัติศาสตร์และความทันสมัย การผสมผสานระหว่างอดีตกับอนาคตครับ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ (ซีอาน)มืองซีอาน ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของจีน
ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ของเมืองนี้
สิ่งล้ำค่าที่อยู่มานานกว่า 2,000 ปีแล้ว
สุสานนักรบพันปีอันเกรียงไกร ถูกค้นพบในปี 1974
นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมา
เช่นเดียวกับกำแพงเมืองจีนครับ มันสืบทอดมาจากจักรพรรดิองค์แรก จิ๋นซีฮ่องเต้
พระองค์สิ้นพระชนมากว่า 2,000 ปีแล้วครับ
และที่ฝังของพระองค์ก็ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
พระศพของพระองค์นั้นถูกฝังไว้ในสุสานขนาดใหญ่ มีอาณาเขตถึง 2 ตารางไมล์
มันเหมือนกับโลกอีกโลกหนึ่งซึ่งซ่อนอยู่ใต้ดิน เป็นอาณาจักรใต้ดินครับ
อาณาจักรแห่งความตาย ที่มีหุ่นนักรบกว่า 2,000 ตัว
ขนาดใหญ่กว่าคนจริงคอยยืนอารักขาพระองค์
และหุ่นกองทัพดินเหนียวเหล่านี้ ก็จะแบ่งออกเป็นกองร้อยต่าง ๆ นับเป็นกองทัพที่พร้อมรบเพื่อองค์จักรพรรดิ เป็นการทำสงครามบนสวรรค์ ครั้งหนึ่งหุ่นนักรบเหล่านี้เคยมีอาวุธอยู่คู่กายครับ เช่น ดาบ ธนู และหอก ซึ่งทำจากไม้และเหล็ก แต่น่าเสียดายของเหล่านั้นผุพัง และขึ้นสนิมไปหมดแล้ว มือที่ว่างเปล่าของบรรดานักรบ ยังคงกำอาวุธที่มองไม่เห็น และยังคอยสอดส่อง ภัยตรายอยู่เช่นเดิม หุ่นแต่ละตัวจะมีลักษณะเฉพาะ
ไม่ว่าจะเป็นใบหน้ารูปร่าง จนดูเหมือนกับคนจริง ๆ ไม่ผิดเลยครับ เป็นคนที่มีชีวิตและประวัติศาสตร์
นับเป็นศิลปะอันทรงพลัง ของหุ่นดินเหนียว อย่างแท้จริงครับ
มันคือตัวแทนของนักรบที่ยังมีลมหายใจ พวกเขาคือทหารที่คอยปกป้องกำแพงเมืองจีน ตั้งแต่การก่อสร้างในครั้งแรก
จะเห็นความแตกต่างของเผ่าพันธุ์ได้จากทรงผมและโครงหน้า ช่างฝีมือ 85 คน
ผู้สร้างกองทัพอันเกรียงไกรนี้ขึ้นมาโดยพวกเขาจะเป็นผู้ปั้นศีรษะ และใบหน้าของหุ่นให้มีความแตกต่างกัน
ในขณะที่คนงานกว่าร้อยชีวิต รับผิดชอบในส่วนแขนและลำตัว
ทั้งหมดนี้ปั้นขึ้นด้วยมือครับ จากชิ้นส่วนทั้งหมดจะถูกนำไปเผาในเตาเผา ![]() คาดว่าหุ่นอาจมีการลงสีด้วย แต่ก็เป็นแค่สมมติฐานนะครับ เพราะมีร่องรอยของสีไม่มากนัก หุ่นที่ดูเหมือนมีชีวิตนี้แต่ละตัวจะจ้องไปทางทิศตะวันออก มองดูดวงอาทิตย์ขึ้นนะครับ มองตรงไปที่สวรรค์เพื่อคอยรับใช้องค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ วิญญาณของนักรบยังคงวนเวียนอยู่รอบ ๆ นี้
คงจะเป็นงานหนักมากครับที่จะซ่อมแซมหุ่นนักรบทั้ง 8,000 ตัวนี้ แต่คิดว่าน่าจะมีหุ่นมากกว่านี้ที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมา และยังสงสัยอีกว่ายังมีสมบัติขององค์จักรพรรดิซ่อนไว้อีกหรือไม่? ทัมมาเลน ลูกเจงกิสข่าน (ซามาคาน)จากเส้นทางการค้าที่สำคัญที่สุด คือเส้นทางสายไหม ทางสายนี้เป็นเหมือนเส้นเลือดที่เชื่องระหว่างโลกตะวันตกกับตะวันออกเป็นทางผ่าน ความมั่งคั่งจากจีนกับยุโรปไม่ได้มีแต่สินค้าเท่านั้นที่มาตามทางสายนี้แต่ยังศาสนาวัฒนธรรม และแนวคิดด้วย มันเป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจ และทางวัตถุในเวลาเดียวกัน ที่อุสเบกิสสถาน อดีตสหภาพโซเวียต
ซามาคาน ปลายศตวรรษที่ 14 ซามาคานได้เติบโต
มีตลาดมากมายหลายเส้นทางด้วยกันครับ จนกลายเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของโลก
และเป็นเมืองที่เข้าตาของนักรบผู้ยิ่งใหญ่ชื่อว่า ทัมมาเลน
ที่สืบเชื้อสายมาจากนักรบมองโกล เจงกิสข่าน
ในทีนี้่ทำจากแผ่นหยกนี้ บรรจุศพของทัมมาเลน
ราชามหาอำนาจผู้หนึ่งของโลกครับ เขาสร้างอาณาจักรที่กินพื้นที่ จากฝั่งตุรกีลงไป
ถึงอินเดียตอนเหนือเลยครับ และว่ากันว่าเพื่อการนั้น เขาฆ่าคนไปมากถึง 17 ล้านคนเลยทีเดียวครับ เขาคือสัญลักษณ์ของความโหดเหี้ยม
และปกครองแบบสมบุรณายาสิทธิราช ดังนั้นทัมมาเลนจึงเป็นผู้ปกครองแบบไร้ความปราณี แต่เขากลับรักและส่งเสริมศิลปะ
จากอาคารหลังนี้ ที่เขาออกค่าใช้จ่ายในการสร้าง ใน ซามาคาน ซึ่งเป็นเมืองหลวง ความงามและสิ่งปลูกสร้างของทัมมาเลน ไม่ได้อยู่ที่ขนาดและความหรูหราของตัวอาคารครับ แต่อยู่ที่รายละเอียดอันวิจิตร วัตถุพื้น ๆ กลายเป็นสิ่งล้ำค่า ตระการตาได้ สิ่งที่ทำให้อาคารทั้งหลายในซามาคาน
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น และทรงพลังก็คือ
การใช้กระเบื้องปูพื้นนั่นเองครับ ใช้สีสวยที่สดชัด น้ำเงิน เหลือง ดำ (เอะ เหมือนบลอคผมเลย อิอิ..)
ซึ่งมีผลทางสถาปัตยกรรมอย่างไม่น่าเชื่อครับ
สถาปัตยกรรมที่ทำด้วยกระเบื้องนี้ มีแววระยิบระยับจริง ๆ นะครับ และตึกเหล่านี้ต้องมาดูขณะที่มีแสงสว่างเท่านั้นนะครับ มันเหมือนกับพรหมที่มีเชื่อเสียงของเปอร์เซีย ซึ่งมีชีวิตชีวา ด้วยลวดลายในพื้นผิว 2 มิตินี้ ตัวอักษรที่คัดมาจากคัมภีย์อัลกุรอาน
อีกตึกมีรูปหน้าของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง
ในทางทฤษฏีของคัมภีร์ น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องห้าม มีรูปกวาง เสือและใบหน้ามนุษย์ด้วย
ซึ่งดูเหมือนกับพระอาทิตย์ คิดว่าในสมัยนั้นไม่ยึดติดกับข้อห้าม ความเชื่อทางศาสนาอิสลาม
กระเบื้องเคลือบเงาหลากสี กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ปกครองโดยทัมมาเลน ทำให้ตึกใหญ่ ๆ ของซามาคาน ดูมีชีวิตชีวาจริง ๆ ในทัมมาเลนยังมีการผลิตกระเบื้องในแบบโบราณกันอยู่ และนำไปซ่อมแซมอาคารอันน่าอัศจรรย์เหล่านั้นDecember 23 ทัชมาฮาล (อักรา)นี่เป็นที่สุดท้ายของอินเดียครับ สถานที่แห่งนี้ไม่มีใครไม่รู้จักสถานที่แห่งความรักและความเศร้าโศก ![]()
![]() ทัชมาฮาล อาคารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อาคารของความรักไม่มีสิ่งก่อสร้างใด ๆ ในโลกที่จะโรแมนติก และเปี่ยมด้วยเรื่องราวอย่างทัชมาฮาลอีกแล้วครับ วันที่ 17 มิถุนายน 1631 มงตัส มาฮาล มเหสี ของชาลจาฮาล จักรพรรดิ์แห่งราชวงค์โมกุล (มองโกล)ได้สิ้นพระชนต์ขณะคลอดพระธิดาองค์ที่ 14 ดังนั้นเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึก ถึงมหาสีที่สิ้นไปแล้ว ชาลจาฮาล จึงได้สร้างสิ่งที่ก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดในปัจจุบันขึ้นมา คือทัชมาฮาลครับ สวยงามเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์บนดินอย่างแท้จริงครับ พลังทางอารมณ์ของทัชมาฮาล ไม่ได้มาจากเฉพาะรูปทรงที่โดดเด่น และสีขาวของวัสดุก่อสร้างเท่านั้นครับ และจากความบริสุทธิ์และเรียบง่ายของรูปร่างอีกด้วย ถ้าจะพูดตามแนวคิดของอิสลามก็คือ ไม่มีรูปภาพของสิ่งมีชีวิตซึ่งคัมภีร์อัลกุรอานได้ห้ามเอาไว้ มีเพียงการตกแต่งแบบนามธรรม และตัวอักษรเท่านั้นครับ ทำให้มีพลังทางด้านอารมณ์มากยิ่งขึ้น ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ของอินเดีย เห็นว่าเป็นเป้าหมายโจมตีที่สำคัญ ที่ผู้ก่อการร้ายน่าจะสนใจ จึงมีข้อห้าม เช่น ห้ามพกกล้องวีดีโอ เข้ามาในตัวทัชมาฮาลเด็ดขาด ทัชมาฮาลทางด้านศิลปะและคุณค่าของมัน ใช้แรงงานคนมาถึง 20,000 คน เป็นเวลา กว่า 20 ปีกว่าจะเสร็จ หินอ่อนสีขาวที่ฝังประดับประดาด้วยหินอัญมณีอันล้ำค่า ถึง 28 อย่าง แต่มันไม่ใช่วังหรือว่าสุเหร่าครับ มันคือสุสานครับ สุสานแห่งความรัก เป็นอนุสาวรีย์แห่งความโศกเศร้า พื้นผิวการตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นมาก
ภายในของทัชมาฮาลนี้ ราวกับมีชีวิต ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแห่งอนุสาวรีย์แห่งความโศกเศร้าและทุกข์ระทมใจ ความปวดร้าวและความเจ็บปวดของการสูญเสียผู้เป็นที่รักไปจากโลกนี้ และยังปรารถนาไปถึงโลกหน้าอีกด้วยครับ
จุดพลิกผันเรื่องราวชองทัชมาฮาลเกิดขึ้นที่ป้อมแดงซึ่ง อยู่ใกล้ ๆ นี่เองครับ เป็นโศกนาฏกรรมบทปิดท้าย ชาลจาฮาล ที่นี่เองทำให้ความลับของทัชมาฮาลกำเนิดขึ้น และเข้าสู่โลกของตำนาน ชาลจาฮาลจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ได้ล้มป่วยลงไป มีอาการหมดสติจึงทำให้ โอรสทั้งสี่พระองค์นั้น คิดที่จะแย่งชิงอำนาจกันอย่างโหดเหี้ยม และชั่วร้ายมาก ๆ เลย ทั้งสี่พระองค์นั้นได้เข้าต่อสู้กัน ก่อสงครามที่ดุเดือดขึ้น และ ออรันเซก ซึ่งมีความสามารถที่สุดในนั้น เขาได้ทำการสังหารพี่น้อง ทั้ง สามคนของตนเอง ในสงครามนั้นและทรยศชาติ ขณะที่มีอำนาจเขาก็กักขัง ชาลจาฮาล พระบิดาไว้ที่นี่ ภายในป้อมนี้ละครับ ดังนั้นสำหรับชาลจาฮาลแล้ว อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์นั้น ได้หดแคบเหมือนกับสนามหนึ่งเท่านั้นเอง ว่ากันว่า ชาลจาฮาลนี้ ถ้าหากไม่ได้เสียบัลลังค์ไปก่อนละก็ คงจะสร้างสุสานไว้ให้ตนเองแน่ ๆ เลยครับ โดยสร้างไว้ตรงข้ามกับสุสานของมเหสี และใช้หินอ่อนสีดำ เพื่อให้เป็นคู่ของตรงกันข้ามของทัชมาฮาลซึ่ง ใช้หินอ่อนสีขาวครับ เรื่องราวของทัชมาฮาลสีดำเป็นเรื่องที่พูดกันในศตวรรษที่ 18 มันทั้งสะท้อน และตอกย้ำเรื่องราวชวนฝันของอาคาร ซึ่งสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้ความรักนี้ได้เป็นอย่างดีครับ บทกวี คำสวดที่สลักบนทัชมาฮาลนี้ หลายคนในอินเดียถือว่า มันคือเวทมนต์ที่วิเศษมากครับ มีความสมบูรณ์แบบ ซึ่งคงไม่ใช่บนโลกสามัญนี้ แต่เป็นโลกของความฝันครับ
ผมได้ดูสารคดีชุดหนึ่งซึ่งนานมาแล้วครับ ขอเล่าการพบกันของทั้งสอง
ครั้งหนึ่ง จักรพรรดิ ชาจาฮาลได้เสด็จประภาคต้น
ได้เดินทางไปตามเมืองเพื่อท่องเที่ยวในอาณาจักรของเขา ส่วนมงตัชมาฮาลเป็นสามัญชน
ทั้งคู่ได้บังเอิญมาพบกัน แล้วก็เกิดปิ๊ง
กัน ยังกับว่าทั้งสองเกิดมาซึ่งกันและกัน เป็นรักแรกของทั้งคู่ครับ แล้วก็ตกลงแต่งงานกัน แต่เรื่องทัชมาฮาล
อีกทฤษฏีหนึ่งว่ากันว่า เป็นการสร้างให้เหมือนสวรรค์ตาม จินตนาการของชาลจาฮาล
December 21 คาคา ดู (อบอริจิ้น)kaka du rock art
มันเป็นศิลปะที่ได้แรงบันดาลใจมากจากธรรมชาติ ที่มีอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ภาพวาดนี้วาดโดยบรรพบุรุษชาว อบอริจิ้น ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ตั้งแต่ดั้งเดิม มีภาพวาดหลายร้อยภาพอยู่ตามหินต่าง ๆ แต่ละภาพก็วาดลงบนแผ่นหิน รอบ ๆ ตัวเต็มไปหมดเลยครับ อายุของมันยาวนานถึง เกือบ 20,000 - 30,000 ปีเดียวครับ แต่บางภาพเหมือนเพิ่งวาดเมื่อเร็ว ๆ นี้ เป็นภาพที่มีชีวิตชีวาครับ เปี่ยมไปด้วยความหมายและพลัง มันช่วยบอกเล่าเรื่องราวของการถือกำเนิดของชีวิต โดยเฉพาะชีวิตมนุษย์ตลอดหลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา ภาพเหล่านี้บอกถึงเรื่องราวทั้งอดีตและปัจจุบันครับ และบอกเรื่องราวของชนเผ่าที่อาศัยที่นี่มานานแล้ว นานหลายชั่วอายุคนเลยทีเดียว
ภาพวาดพวกนี้ไม่ได้ลบเลือนไปตามกาลเวลานะครับ แต่ยังคงชัดเจนสดใส ยังกับฝีมือของชาวอบิริจิ้นยุคปัจจุบัน นี่เป็นงานศิลปะที่มีทรงพลังมีทั้งภาพปลา เต่า และสัตว์ป่าต่าง ๆ ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งทางจิตใจ ขณะที่เดินมาตามทาง กับงานศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดในโลก การสร้างสรรค์ของบรรพบุรุษในยุคแห่งความฝัน จุดเริ่มต้นแห่งความรู้และความเข้าใจ
จากตำนานเก่าแก่เป็นเรื่องของพี่น้องเผ่านามากัน ที่มีความเห็นแก่ตัวจนกลายร่างเป็นจระเข้ คอยตามล่าพวกพ้องในอดีตที่เป็นมนุษย์ บุคคลที่วาดภาพเหล่านี้ สำคัญยิ่งกว่าตัวภาพวาดซะอีก พวกเขาต้องมีพลังและมีความรู้เรื่องต่าง ๆ อย่างมากเลยนะครับ
ค่อนข้างเหลือเชื่อที่ว่าตำนานการสร้างเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตมันมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในปัจจุบัน มีการแสดงอวัยวะภายในของสิ่งมีชีวิตอย่างละเอียดมาก เหมือนแผนภูมิวิธีอธิบายการแล่ปลา และสิ่งที่คนสมัยนั้นกินกัน ภาพนี้ งูสายรุ้ง เป็นตัวเมียด้วย คือ เทพแห่งพื้นโลก พลังแห่งผู้หญิง มีส่วนหัวที่มุดลงใต้ดิน งูสายรุ้งมันก็คือรุ้งนั้นเองครับ พูดอีกอย่างก็คือ สายรุ้งเปรียบเสมือนสะพานขนาดใหญ่ที่เชื่อมระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า มันเป็นภาพที่ทรงพลังมากครับ มีความเป็นนามธรรมสูงมาก ๆ เลยด้วยครับ เทพเจ้าแห่งพื้นโลก ชีวิตแห่งพื้นโลกและก่อกำเนิดจากเพศหญิง
นี่เป็นการเผชิญกับรากเง้าทางวัฒนธรรม
ในตำนานของสังคมมนุษย์ยุคแรกสุดเลยทีเดียวครับ มันเป็นความเชื่อที่ยากจะลบล้างได้ ถ้าคนรุ่นใหม่หันหลังให้มัน
แล้วใครละจะเป็นผู้สืบทอดศิลปะอันเก่าแก่เหล่านี้ ให้คงอยู่ตลอดไป December 20 นครธม (เขมร)
อารยธรรมเขมรครับ กษัตริย์พระองค์ใหม่ที่ชื่อชัยวรมันที่
7 ทรงขึ้นครองราชย์ และสามารถขับไล่ผู้รุกรานได้หมดสิ้น ในปี 1181
พระเจ้าชัยวรมันต้องการให้หน้าของพระองค์จารึกบนประวัติศาสตร์
พระองค์จึงทรงสร้างนครธมไว้ ที่บริเวณใกล้ ๆ กัน ที่จะเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ
โดยมีกำแพงอันแน่นหนา ที่สามารถจะป้องกันผู้รุกรานในวันข้างหน้า พระองค์นำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่เขมร
โดยนำศาสนาพุทธเข้ามาแทนศาสนาฮินดู ในฐานะศาสนาประจำชาติ บริเวณใจกลางของนครธม
ซึ่งเรียกกันว่า บายน ที่มีทั้งความสวยงามและความลึกลับซ่อนอยู่ครับ บริเวณผนังมีรูปสลักใบหน้าคนขนาดใหญ่ ![]() สถานนี้สร้างขึ้นด้วยเหตุผลทางอำนาจและการเมืองครับ
พระปรางค์ทุกองค์จะสลักใบหน้าของมนุษย์ และบางมุมก็ดูน่ากลัวมาก
โดยยังไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ครับ ช่างดูลึกลับ ตื่นตาตื่นใจมากครับ มันบอกเรื่องราวมากมายครับ อยู่มายาวนานนับพันปีแล้ว
จะเห็นรูปสลักที่สร้างขึ้นเพื่อชักจูงคนในชาติให้สามัคคีกัน รูปสลักแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่
รูปสลักแทนองค์กษัตริย์
ส่วนพระปรางค์องค์ที่สูงที่สุดก็จะเป็นรูปสลักของกษัตริย์และเทพเจ้า
แสดงให้เห็นถึงกษัตริย์คือผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ เป็นแม่ทัพ-นักปกครองที่ยิ่งใหญ่
ทรงเมตตาและเอื้ออาทรต่อประชาราชครับ มันเป็นศิลปะแห่งความศักดิ์สิทธิ์
ที่ผสมผสานระหว่างปติมากรรมและสถาปัตยกรรม อย่างลงตัวครับ การล่มสลาย ทั้งนครวัน-นครธม ถูกตีโดย กองทัพเตมูจิน นักรบอันยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ได้ล้อมเมืองไว้ถึง 2 ปีครึ่ง จึงตีแตก ปล ยังคงเป็นเรื่องเก่า เอาเรื่องเก่าที่หายไปครับ หลังจากบลอคล่ม แต่อารยธรรมยังอยู่ ตอนที่ล่มยังหน้าสุดท้ายเป็นปราสาทอิเมจิครับ อันนี้ผม...แบบว่า..ขี้เกียจเขียนเรื่องนี้อะครับ แบบว่า...คนที่อ่านอาจนึกภาพไม่ออก หรือแบบว่า... อาจต้องวาดแสดง แบบว่า...ขี้้เกียจวาดอะ คือตัวปราสาทมีเสาหลักอยู่สองต้น ระหว่างฐานถึง ชั้นบนสุดของตัวปราสาท เมื่อเกิดแผ่นดินไหวตัวปราสาทจะไหวแต่มีสาหลักสองข้างยันอยู่ได้ครับ อันนี้เป็นโครงสร้างแบบเดียวกับตึกเวิร์ดเทรด ก็คนญี่ปุ่นเป็นคนออกแบบนี่นา สาเหตุที่ตึกถล่มหลังจากที่เครื่องบินชนอยู่หลายนาทีมันยังอยู่ได้ แต่ เนื่องจากความร้อนทำให้เหล็กที่เป็นแกนกลางของเสาหลักจึงอ่อนตัวและถล่มในที่สุด December 19 สีคีริยา (ศรีลังกา)กลับขึ้นมาเอเชียใหม่ ที่ออสเตรเลียก็มีหลายที่น่าสนใจครับ แต่ผมตัดออกไป เช่น โรงละครโอเปรา สะพานแขวนเหล็กที่ยิ่งใญ่ มาที่ ศรีลังกา มีสถานที่หนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงอันโด่งดัง ที่นี่สร้างขึ้นโดยชายผู้ฆ่าพ่อของตนเองครับ ว่ากันว่ามันมีประวัติศาสตร์ลัทธิสุขนิยม เรื่องราวของความสุขและความรุนแรงครับ เมื่อ สิคีริยา สร้างขึ้นโดยพระเจ้ากัสสัปปะ
ประมาณ ค.ศ. 470 มันเป็นเมืองใหญ่มหึมา
ครอบคลุมพื้นที่ 1,300,000 ตารางเมตร มีถนนมาตรฐานทั่ว ๆ ไป สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือที่ใจกลางเมืองครับ มีภูผาหินขนาดยักษ์ มีพระราชวังกับป้อมปราการ บนนั้นด้วย สิ่งที่มองได้เห็นทันที่จากซากเมืองก็คือ ระบบชลประทานครับ พระองค์ทรงสร้างวังอันน่าเกรงขาม เพื่อที่จะปกป้องพี่น้องที่แค้นเคือง ฐานของป้อมที่ก่อด้วยอิฐ มีอายุมากกว่า 1,500 ปีแล้ว ในด้านเค้าโคลงแล้วยังสภาพดีอยู่ ไม่แพ้สมัยที่จะพึ่งก่อสร้างเลยนะครับ สะคีริยา ถูกวาดภาพเป็นสถานที่แห่งบาปครับ
ที่นี่มีชื่อว่าถ้ำของสาวสวรรค์ครับ มันคือชานที่ยื่นออกมานอกหน้าผาสูงเหนือพื้นดิน มีรูปของหญิงสาวที่สวยงามอยู่บนกำแพง ทั้งหมดถูกวาดมานานกว่า 1,500 ปีแล้ว แต่สีสันก็ยังดูสวยสดงดงาม เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอีกด้วย เมื่อก่อนนี้มีภาพสาวสวยมากกว่า 500 คน เป็นแนวยาวถึง 150 เมตร สูง 40 เมตรนับว่าเป็นแกลลอลี่ภาพขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในยุคโบราณเลยนะครับ แต่น่าเศร้าครับที่บัดนี้ เหลือเพียง 15 ภาพเท่านั้น นอกนั้นก็หลุดลอกหายไปหมดแล้ว แต่ละภาพนั้นแตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง มีพลัง มีความหมาย อยู่ในตัวของมันเองด้วย แต่ละภาพของหญิงสาวเหล่านี้ ส่งสายตาที่แฝงความปรารถนา ระวังอย่ามองนานซะหละ หญิงสาวที่ร่าเริงเหล่านี้คือนางอัปสรครับ เป็นนางฟ้าในตำนานเทพของฮินดู ![]() ประมาณกึ่งกลางของความสูงของหิน เป็นขาของสิงโต สัตว์ร้ายขนาดยักษ์มหึมาทีเดียวครับ กงเล็บที่ใหญ่โตยังเป็นซากที่หลงเหลือของสิงโตที่เคยอยู่ครับ มีปากใหญ่ที่อ้ากว้าง เป็นทางเข้าของวังครับ และคนที่เข้าไปนั้นต้องเดินผ่านปากของสิงโต และคำว่า สิคีริยา ก็หมายถึง ปากสิงโตนั้นเอง สิงโตถือว่าเป็นสัตว์ที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู
ยอดภูผาหิน คือที่ตั้งวังหลวง และทิวทัศน์ตระการตาสวยงามมากครับ จากที่นี่ทำให้มีทฤษฏี การวางผังเมือง สะคิริยามีผังเมืองที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่เรียงต่อกันเป็นการออกแบบเพื่อความศักดิ์สิทธ์ สร้างวัดวาอารามต่าง ๆ เพื่อแสดงถึงอาณาจักรของเทพเจ้า พระเจ้ากัสสัปะสร้างรูปจำลองของโลกศักดิ์สิทธ์ขึ้นมา โดยมีตนเองอยู่บนตำแหน่งสูงสุดครับ บ่อน้ำนี้ มีความสามารถทางวิศวกรรมของชาวสะคิรียา มันไม่ได้เป็นแค่สถานที่ที่ พระราชาและนางสนมจะลงเล่นน้ำเท่านั้น แต่ยังศักดิ์สิทธ์อีกด้วย ความลึกลับอีกเรื่องหนึ่งคือเป็นสถานที่แห่งโลกีย์สุขตามแบบสุขนิยมเท่านั้น
หรือว่าเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธ์กันแน่ แล้วแต่ว่าใครจะตีความหลักฐานที่เหลืออยู่
ไปในแนวทางไหนก็ได้ ทำให้สับสนระหว่างเรื่องเพศกับเรื่องศาสนา
จากเหล่านางอัปสรที่เป็นสัญลักษณ์ของความยั่วยวนและความศักดิ์สิทธ์ในหนึ่งเดียวกัน
พวกนางคือนางสวรรค์ซึ่งชี้นำไปสู่ความรู้แจ้งอันยิ่งใหญ่นะครับ ทั้งสวยงามที่หาบนโลกมนุษย์ไม่ได้ เป็นหนทางสู่เทพเจ้า บางศาสนานั้นจะไม่แบ่งเรื่องทั้งทางโลกและทางธรรม แต่จะปฏิบัติควบคู่กันไป
อย่าง กลมกลืนทีเดียว เรื่องเพศกับศาสนานั้นบางครั้งก็เป็นสิ่งเดียวกัน และถือว่าพลังทางเพศเป็นพลังอันยิ่งใหญ่และทรงพลังด้วย |
|
|